วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

>>> ส่วนหนึ่งจากที่มาของคนที่หันมาปั่นจักรยาน <<<

เกือบลืมครับ ที่ว่าจะเฉลย ถึงที่มาของการปั่นจักรยาน สามารถหยุดดื่มเหล้า หยุดฆ่าสัตว์ ได้อย่างไร

เรื่องมันเป็นแบบนี้ครับ
คือสมาชิกนักปั่นที่ไปกับผม มีพี่อยู่คนนึง ชื่อพี่A (นามสมมุติ)

พี่A เป็นคนที่ชอบดื่มเหล้ามาก ทุกเย็นหลังเลิกงาน ก็ต้องดื่ม




วันหยุดงานเสาร์-อาทิตย์ พี่A เขาจะออกไปดื่มเหล้า ตั้งแต่เช้า กลับเข้าบ้านก็มืดค่ำ
เมากลับบ้านทุกครั้ง กลับมาถึงบ้านก็นอน ตื่นเช้าไปทำงาน ก็ทำงานได้ไม่เต็มที่เพราะแฮงค์เหล้า




แต่พี่A เขามีเมียที่ดีมากๆ ครับ พี่A อยากได้จักรยาน เมียเขาก็ซื้อให้
อยากได้หมวก เสื้อ กางเกงจักรยาน เมียก็ซื้อให้ทุกอย่าง

ผมเคยได้คุยกับเมียของพี่A จึงได้ความว่า....
ผม : ทำไมพี่ใจดีจังครับ ผัวพี่อยากได้อะไรเกี่ยวกับจักรยาน พี่ก็ซื้อให้หมดเลย ผมละอิจฉาอมยิ้ม01

เมียพี่A เขาตอบว่า : ก็ยังดีกว่าให้มันเอาเงินไปกินเหล้าหมดอมยิ้ม15

ผม : " ได้แต่นั่งนิ่งๆ ไม่กล้าพูดอะไรต่อ...."อมยิ้ม20

แล้วเมียพี่A เขาก็พูดว่า : กุ๊กวันหยุดช่วยชวนผัวพี่ไปปั่นจักรยานด้วยนะ พี่ไม่อย่าให้เขาไปกินเหล้า...

ผม : "ยิ้ม...แล้วตอบกลับไปว่า"  ได้ครับพี่...ด้วยความยินดีครับ




และทุกๆ ครั้งที่ผมชวนพี่A ไปปั่นจักรยาน เมียของพี่A เขาก็จะซื้อข้าวปลาอาหาร
ของกินต่างๆ รวมถึงน้ำเกลือแร่ มาให้พวกเราเสมอ ๆ

ผมเข้าใจแล้วละครับ ที่เมียพี่A เขาพูดว่า  " ก็ยังดีกว่าให้มันเอาเงินไปกินเหล้าหมด " 
เพราะว่าเมียพี่A เขาเป็นห่วงสุขภาพของพี่A
เขาคงอยากจะให้สามีเขามีสุขภาพที่แข็งแรง จะได้อยู่กับเขาไปนานๆ


ในกลุ่มผมยังมีพี่อีกคนครับ ชื่อพี่B (นามสมมุติ)

พี่B คนนี้เหล้าก็ดื่ม และหนักกว่านั้น คือพี่B เขาเป็นคนที่ชอบ ยิงนก ตกปลา ล่าสัตว์
ผมไม่ค่อยสนิท และไม่ค่อยได้คุยกับพี่B  คนนี้สักเท่าไหร่
เพราะผมไม่ชอบพฤติกรรมยิงนก ตกปลา เบียดเบียนสัตว์ของเขาเศร้า



ระยะหลังพี่B ก็มาปั่นจักรยานกับพวกผม ถ้าวันไหนพี่B ไม่ได้ปั่นก็จะไปดื่มเหล้า ยิงนก ตกปลาเหมือนเคย
" ดื่มเหล้าทำลายสุขภาพตนเอง  ยิงนก ตกปลา เบียดเบียนและทำลายชีวิตผู้อื่น...นี่หรือคือความสุข "



มีอยู่วันหนึ่ง ผมกำลังนั่งทำงานของผมอยู่ พี่B เดินเขามาหาผมและพูดกับผมว่า

พี่B : กุ๊ก...พี่อยากเปลี่ยนดุมล้อจักรยานใหม่ ใช้รุ่นไหนดีว่ะ....

ผม : พี่ครับ...ผมปั่นจักรยานก็จริง แต่ผมไม่มีความรู้เรื่องอุปกรณ์จักรยานเลยครับ...

พี่B : ลองหาข้อมูลให้หน่อยนะ..

ผม : ถ้าว่างผมจะหาให้ครับ... ( ผมตอบแบบส่งๆ ไป เพราะกำลังยุ่งกับงานที่ทำในหน้าจอ คอมฯ )

แต่ผมก็สงสัยว่าพี่B จะไปเอาเงินมาจากไหน
ปกติเห็นไม่ค่อยจะมีเงิน นี้ก็กลางเดือนอยู่แท้ๆ เงินเดือนก็ยังไม่ออก

ผมจึงถามกลับไปว่า : พี่มีเงินอัพดุมล้อจักรยานด้วยหรือครับ  ผมว่ามันน่าจะใช่เงินเยอะอยู่นะครับ

พี่B : มีซิวะ.....พี่จะขายเบ็ดตกปลา น่าจะได้สัก 2,000 - 3,000 บาท พอจะอัพดุมได้เปล่าละ

ผม : " ตะลึงไปพักนึง แล้วก็พูดว่า "....พี่เอาเก้าอี้มานั่งข้างๆ ผม ผมจะหาข้อมูลในเน็ตให้ครับ....

ผมวางงานที่กำลังทำอยู่ แล้วเข้าหาข้ลมูลในอินเตอร์เน็ต เกี่ยวกับดุมล้อจักรยาน ให้พี่B ทันที
ไม่ใช่ว่าผมเห็นงานที่ทำอยู่ไม่สำคัญ....ไม่ใช่ว่าผมอยากจะรู้ว่าดุมล้อราคาเท่าไร.....

แต่ผมรู้สึกดีใจ และชื่นใจแบบแปลกๆ  ที่ได้ยินคนที่ชอบตกปลาพูดว่า...ยิ้ม
" จะขายเบ็ดตกปลา แล้วนำเงินมาซื้ออุปกรณ์จักรยาน "

การที่พี่B ขายเบ็ดตกปลา นั้นก็หมายความว่า พี่B จะไม่มีอุปกรณ์ไปตกปลาอีก
โอกาสที่พี่B จะไปเบียดเบียนสัตว์ก็จะน้อยลงไปอีกด้วย



ล่าสุดพี่B กำลังจะขายปืนยาวที่เขาเคยใช้ยิงสัตว์ แล้วจะนำเงินไปอัพชุดเกียร์ XT
ถึงแม้ว่าชุดเกียร์จักรยาน XT จะมีราคาที่แพง แต่ผมก็รู้สึกยินดีกับพี่B

ที่พี่B หันมาสนใจสุขภาพของตนเองโดยการปั่นจักรยาน แทนการไปยิงนก ตกปลา

" การยิงนก ตกปลา มันคือการทำลายชีวิตผู้อื่นถือว่าเป็นบาป และยังเป็นการสร้างวิบากกรรมให้กับตัวเองอีกด้วย "

ผมรู้สึกว่าเป็นบุญของพี่B แล้วละครับ ที่พี่B ได้มาเจอจักรยาน.....




http://pantip.com/topic/30426939/comment24-5

วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

"เด็กดีที่ต้องชม"

"เด็กดีที่ต้องชม"




คอลัมน์พิเศษ ของสาขาวิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมไฟฟ้า ก่อนปิดภาคเรียนที่ 2/2555 นั้น ผมได้คิดและนำเสนอในรูปแบบของคอลัมน์
"เด็กดีที่ต้องชม"
คอลัมน์นี้ จัดทำขึ้นมาเพื่อแสดงความชื่นชมนักศึกษาในสาขาวิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมไฟฟ้า ที่มีองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ครบถ้วนได้แก่
1. การแต่งกาย
2. การช่วยเหลือสังคม
3. มารยาทในการอยู่ในสังคม
เพื่อไว้เป็นตัวอย่างแก่นักศึกษารุ่นน้อง และคนอื่น ๆ ได้ดูเป็นแบบอย่าง และการถือปฏิบัติตามในทางที่ดี
ทั้งนี้ จะคัดเลือกออกมาเพียง 1 คน จากจำนวนทั้งหมดของนักศึกษาที่มีครับ

และเด็กดีที่ต้องชมที่จะมาประเดิมคอลัมน์นี้ คนแรก ก็คือ 
นายทศพร สังข์ประภัสสร (กบ)
เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 4 หลักสูตร 4 ปี เป็นคนจังหวัดชุมพร และเรียนมาสาย ม.ปลาย

ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่นายทศพรศึกษาอยู่ที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์
สาขาวิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมไฟฟ้า 
จัดอยู่ในกลุ่มนักศึกษาที่มีผลการเรียนระดับกลาง

แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็เป็น 1 ในนักศึกษาที่ทำกิจกรรม ทั้งงานของสาขาวิชาฯ และงานสโมสรนักศึกษาของคณะ 
และมหาวิทยาลัย มีการแต่งกายสุภาพเรียบร้อยเป็นไปตามข้อกำหนดของมหาวิทยาลัยเสมอมา
ต่อไปนี้เป็นบทสนทนาเกี่ยวกับคอลัมน์นี้ระหว่างผมและนักศึกษา

ผศ.สมพล : ในมุมมองของอาจารย์หลาย ๆ คน ก็เห็นพ้องต้องกันว่า คุณเป็น 1 ในจำนวนนักศึกษาที่น่ายกย่องและชมเชย
แต่อาจารย์ก็มีข้อคำถามกับเราว่า เพราะอะไรเราถึงเลือกที่จะแต่งชุดนักศึกษาที่ถูกระเบียบของมหาวิทยาลัย

ทศพร : เริ่มจากการที่ อ.ทรงกลด ย้ำ ๆ และเตือนเรื่องการแต่งกายบ่อยๆ และบางครั้งก็มีการทำโทษนักศึกษาที่แต่งกายผิดระเบียบบ้าง 
เลยแต่งกายให้ถูกระเบียบ เพื่อจะได้ไม่ต้องโดนทำโทษ

ผศ.สมพล : แล้วรู้สึกเขินหรืออายไหมที่ต้องแต่งกายถูกระเบียบ

ทศพร : ไม่ครับ เรื่องเขินอาย แต่รู้สึกอึดอัดบ้าง แต่ทางบ้านเองก็บอกไว้เหมือนกันให้แต่งตัวเรียบร้อย เพราะลุงผมก็แต่งตัวสุภาพเรียบ
ร้อยให้เห็นเป็นตัวอย่างอยู่ทุกๆ วัน เลยรู้สึกเป็นธรรมดา

ผศ.สมพล : แล้วเรื่องการเข้าชั้นเรียนเป็นอย่างไรบ้าง

ทศพร : ก็มีเข้าสายบ้างเหมือนกันครับ แต่ไม่ได้มากอะไร แต่ส่วนใหญ่มาเรียนทันตามเวลาเรียนปกติ

ผศ.สมพล : แล้วอีกประเด็นหนึ่งที่โดดเด่นในตัวคุณคือเรื่องของการทำงานอาสาฯกู้ภัย ลองเล่าให้ฟังหน่อย

ทศพร : มันเริ่มต้นจากการสอบวิทยุสมัครเล่นตอน ม.3 แล้วจะทราบเหตุการณ์ต่าง ๆ เมื่อก่อนยังเด็กอยู่ก็ได้แต่ฟังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ผ่านวิทยุสมัครเล่น และมีโอกาสได้พูดคัยกับสมาชิกวิทยุสมัครเล่น และมีพี่ๆ ที่ทำงานอยู่กู้ภัยชักชวนมาทำ

ผศ.สมพล : ได้เห็นในภาพ เห็นว่าหลาย ๆ ครั้งเจอคุณอยู่ในอุบัติเหตุที่คอยช่วยเหลือผู้ประสบภัย ยังคิดอยู่ว่าเด็กคนนี้น่าจะไม่ธรรมดา 
แสดงว่ากู้ภัย แต่ละที่มีความเข้าใจในเนื้องาน และวิธีการที่เหมือนกัน แสดงว่าทำงานร่วมกันได้

ทศพร : ก็ไม่ 100% แต่ก็มีรูปแบบที่ใกล้เคียงกันครับ สามารถทำงานร่วมกันได้

ผศ.สมพล : ก็คุยกันมาพอสมควรแล้ว สาเหตุที่อาจารย์เลือกเรามาเป็นคนแรกของคอลัมน์นี้ เพราะนอกจากการแต่งกายที่ดี มารยาทที่ดี
โดยภาพรวมด้านอื่น ๆ ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ แต่อาจารย์ขอย้ำว่า ไม่ได้มีแค่นายทศพรคนเดียวที่เข้าเกณฑ์นี้ ยังมีอีกหลายคน 

ก็คงจะนำเสนอเข้าคอลัมน์นี้ในโอกาสต่อไป

นั่นคือคำบอกเล่า และการพูดคุยกันกับ "เด็กดีที่ต้องชม" นายทศพร สังข์ประภัสสร คนแรกของสาขาวิชาฯ
อาจารย์มีความเชื่อว่า นักศึกษาที่มีพฤติกรรม ลักษณะอย่างนายทศพรนี้ จะค่อย ๆ แสดงตัวออกมาเรื่อย ๆ และอาจารย์จะเชิญมาเป็น
"เด็กดีที่ต้องชม" ในวาระถัดไปเรื่อยๆ 

อาจารย์ยังย้ำเสมอว่า ปัจจุบันนี้ สังคมไทยเรามีปัญหามากเหลือเกินแล้ว ดังนั้นนักศึกษาทุก ๆ คนของเรา
เมื่อจบการศึกษาไปแล้วเป็นแรงงานที่มีฝีมือ เป็นบัณฑิตนักปฏิบัติแล้ว เราจะสร้างให้นักศึกษาจบไป
"เป็นคนแก้ปัญหาสังคม" มากกว่าเป็นปัญหาของสังคม อีกด้วย นี่คือปณิธานของสาขาวิชาฯ ของเรา

วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2556

ตัวเหนี่ยวนำไฟฟ้า (inductor)


ตัวเหนี่ยวนำไฟฟ้า (inductor)

ตัวเหนี่ยวนําไฟฟ้า
ภาษาอังกฤษเรียกว่า inductor
ตัวเหนี่ยวนําเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีคุณสมบัตินําไฟฟ้ากระแสตรงแต่กั้นไฟฟ้ากระแสสลับเกิดจากโครงสร้างของตัวเหนี่ยนําเป็นขดลวดตัวนําพันรอบแกนที่ทําจากสารแต่ละชนิดจะทําให้ความเหนี่ยวนําไฟฟ้าของตัวเหนี่ยวนําเพิ่มขึ้นหรือลดลงเช่นแกนเหล็กอ่อนจะทําให้ความเหนี่ยวนําเพิ่มขึ้นจากแกนอากาศประมาณ800เท่าเป็นต้น ค่าความเหนี่ยวนําไฟฟ้าที่มากขึ้นจะทําให้สามารถสกัดกั้นไฟฟ้ากระแสสลับได้มาก
สําหรับตัวเหนี่ยวนําขดลวดวงแหวนค่าความเหนี่ยวนําหาได้จากความสัมพันธ์
L = (u N^2 A)/l
เป็นค่าอํานาจการเรียงตัวของสนามแม่เหล็กในโมเลกุลของวัสดุที่ใช้ทําแกนมีหน่วยเป็นวีเบอร์ต่อแอมแปร์เมตร หรือแอมแปร์ต่อตารางเมตร N เป็นจํานวนรอบที่พันรอบแกนมีหน่วยเป็นรอบ เป็นพื้นที่หน้าตัดขวางของแกนขดลวดมีหน่วยเป็นตารางเมตร l เป็นเส้นรอบวงของวงแหวนมีหน่วยเป็น เมตร
เมื่อมีกระแสไฟฟ้าใหลเข้าตัวเหนี่ยวนํากระแสไฟฟ้าจะเข้าไปตามขดลวดทําให้เกิดอํานาจแม่เหล็กเพิ่มขึ้นจาก 0 ตัด
กับขดลวด ทําให้เกิดแรงเคลื่อนไฟฟ้าต่อต้านกับแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ทําให้เกิดกระแสไฟฟ้าเดิม เกิดการหักล้างกัน ทํา
ให้กระแสไฟฟ้าค่อยเพิ่มขึ้นจนสูงสุด มีอํานาจแม่เหล็กสูงสุดมีค่าคงที่เมื่ออํานาจแม่เหล็กคงที่ก็จะไม่มีอํานาจ
แม่เหล็กเพิ่มหรือลดตัดกับขดลวดอีกแรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวนําต่อต้านจะหายไปทําให้กระแสไฟฟ้าใหลผ่านขดลวด
สูงสุด นั่นคือตัวเหนี่ยวนําทําให้กระแสไฟฟ้าตรงใหลผ่านตัวเหนี่ยวนําได้ดี

ถ้าป้อนไฟฟ้ากระแสสลับที่มีความถี่สูงกว่าที่จะทําให้มีอํานาจแม่เหล็กสูงสุดได้แรงเคลื่อนไฟฟ้าต่อต้าน
กับแรงเคลื่อนไฟฟ้าเดิม จะคงมีอยู่ตลอดทําให้ตัวเหนี่ยวนํามีความต้านทานต่อกระแสไฟฟ้าสลับ ตามความ
สัมพันธ์
Xl = 2 pi f L
เมื่อXl เป็นความต้านทานต่อกระแสไฟฟ้าสลับมีหน่วยเป็นโอห์ม
pi เป็นค่าคงที่=3.14
f เป็นความถี่ของไฟฟ้ากระแสสลับมีหน่วยเป็นเฮิร์ต
L เป็นค่าความเหนี่ยวนําตนเอง มีหน่วยเป็น เฮนรี่
ถ้าความถี่ของไฟฟ้ากระแสสลับสูงขึ้นแรงเคลื่อนไฟฟ้าต่อต้านจะมีค่ามากเพราะถ้าเวลายาวออกไปแรงเคลื่อนไฟฟ้า
ต่านต้านจะลดลง ตามการลดลงของการเปลี่ยนแปลงของอํานาจแม่เหล็ก นั่นคือทําให้ตัวเหนี่ยวนํามีความต้านทาน
ต่อไฟฟ้ากระแสสลับมากขึ้น

จากรูปใช้LEDเป็นตัวแสดงว่ามีกระแสไฟฟ้าผ่านตัวเหนี่ยวนําจึงทําให้LEDสว่างได้
ผลการทดลอง
ตัวเหนี่ยวนําขนาด40ไมโครฟาราดLEDสว่างน้อยไม่สว่าง
สรุปผลการทดลอง
ความสว่างของLEDแสดงว่ามีใหลผ่านตัวเหนี่ยวนําความสว่างของ LED เมื่อใช้ไฟฟ้ากระแสสลับสว่างมากกว่าสว่าง
น้อยกว่าเมื่อใช้ไฟฟ้ากระแสตรง
ตัวเหนี่ยวนํา ( Inductor )
ตัวเหนี่ยวนํา เป็นอุปกรณ์ชิ้นส่วนทางอิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่ง ที่ประกอบอยู่ในวงจรเครื่องรับ-ส่ง
วิทยุ วงจรเครื่องรับโทรทัศน์ วงจรเลือกความถี่ และวงจรอื่นๆที่อาศัยหลักการเหนี่ยวนํา บางครั้งอาจเรียกตัว
อินดัคเตอร์ว่า “คอยล์” หรือ “แอล” แทนก็ได้โดยลักษณะโครสร้างของอุปกรณ์ประเภทนี้ คือ การเอาลวดตัวนํา
ทองแดงมาพันเป็นขดจํานวนหลายๆรอบบนแกนอากาศซึ่งขดลวดทองแดงนี้จะแสดงคุณสมบัติเป็นตัวเหนี่ยวนํา
ทางไฟฟ้าได้ก็ต่อเมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านตัวมัน
การเหนี่ยวนําในตัวเอง
  เมื่อเราจ่ายกระแสไฟฟ้าให้ไหลเข้าไปในเส้นลวดตัวนําจะปรากฎว่ามีเส้นแรงแม่เหล็กเกิดขึ้นที่รอบๆเส้นลวดตัวนํา และมีทิศทางตามกฎมือซ้ายถ้าเรานําเอาลวดมาขดเป็นคอยล์เพื่อให้เกิดคุณสมบัติของตัวนําโดยต่อจากแหล่งจ่ายไฟ กระแสตรงแล้วใช้กฎมือซ้าย ซึ่งจะบอกให้เราทราบว่านิ้วหัวแม่มือซ้ายจะแสดง ทิศทางของสนามแม่เหล็กขั้วเหนือ ของขดลวดและจํานวนนิ้วที่เหลือทั้ง4 นิ้ว ที่กํารอบขดลวดจะเป็นทิศทางการไหลของกระแสอิเล็กตรอน
หน่วยของค่าความเหนี่ยวนํา
  หน่วยที่ใช้ในการวัดค่าความเหนี่ยวนําคือเฮนรี่ซึ่งได้ชื่อนักฟิสิกส์ชาวอเมริกาคือ ท่านโยเซฟ เฮนรี่ เป็นผู้ทําการ ทดลองเรื่องแรงดันไฟฟ้าเหนี่ยวนําค่าความเหนี่ยวนํา1เฮนรี่ คือเมือมีกระแสไฟฟ้าไหลเข้าไปในขดลวดตัวนํา เปลี่ยนแปลง 1 แอมป์/วินาที ทําให้เกิดแรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวนํา 1 โวลท์
การเหนี่ยวนําระหว่างขดลวด 2 ขด
เมื่อเรานําขดลวด2ขดมาวางไว้ใกล้กันแล้วจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่ขดลวดตัวนําขดหนึ่งจะพบว่าเมื่อกระแส ไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงย่อมจะทําให้เส้นแม่เหล็กเปลี่ยนแปลงและสามารถยุบตัวตัดกับขดลวดตัวนําอีกตัวหนึ่งที่วางอยู่ ใกล้ ได้ซึ่งจะทําให้เกิดแรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวนําตกคร่อมที่ขดลวดตัวนําทั้งสอง เรียกว่า เกิดการเหนี่ยวนําการต่อตัว เหนี่ยวนําแบบอันดับ ค่าอินดัคแตนซ์รวมของวงจรจะเท่ากัน ค่าอินดัคแตนซท์ของตัวเหนี่ยวนําแต่ละตัวรวมกันการต่อตัวเหนี่ยวนําแบบขนาน ค่าอินดัคแตนซ์รวมจะมีค่าน้อยเท่ากับตัวเหนี่ยวนําที่มีค่าอินดัคแตนซ์ที่น้อยที่สุดในวงจร
 
ชนิดของตัวเหนี่ยวนํา
1)โช้คคอยล์คือเส้นลวดทองแดงอาบน้ํายาเคลือบฉนวนพันเป็นคอยล์เพื่อใช้ในการ กรองกระแส หรือ การเชื่อมต่อ
วงจรต่างๆซึ่งสามารถแบ่งตามชนิดของแกนได้ดังต่อไปนี้
1.1) โช้คแกนเหล็ก เป็นตัวเหนี่ยวนําที่มีค่าความเหนี่ยวนําสูงมาก
1.2) โช้คแกนอากาศ คือ ตัวเหนี่ยวนําที่ใช้ในย่านความถี่วิทยุ
1.3) โช้คแกนผงเหล็กอัด เป็น R.F Chock อีกชนิดหนึ่งแต่งจะใช้แกนผงเหล็กอัดแทนแกน อากาศซึ่งจะทําให้มีค่า
ความเหนี่ยวนําได้ปานกลาง
2 ทานส์ฟอร์เมอร์ เป็นขดลวดตัวนําตั้งแต่ 2 ขดขึ้นไปพันอยู่บนแกนเดียวกันโดยจะมีขดทาง ด้านอินพุทเรียกว่า ขดปฐมภูมิ และขดทางเอาร์พุทเรียกว่า ขดทุติยภูมิ การใช้งานของ ทรานส์ฟอร์เมอร์ จะใช้เป็นตัวเชื่อมตต่อระหว่างวงจร หรือใช้ในการเพิ่ม-ลด ระดับของ แรงเคลื่อนไฟฟ้า ซึ่งงเราสามารถแบ่งทรานส์ฟอร์เมอร์ตามชนิดของแกนได้ดังนี้
2.1) ทรานส์ฟอร์เมอร์ชนิดแกนเหล็ก จะใช้กับงานทางด้านความถี่ต่ํา
2.2) ทรานส์ฟอร์เมอร์ชนิดแกนผงเหล็กอัด หรือเฟอร์ไรท์ ส่วนมากจะใช้งานในวงจรขยายภาค ไอ.เอฟ
2.3) ทรานส์ฟอร์เมอร์ชนิดแกนอากาศ คือขดลวด 2 ขด พันอยู่บนฉนวนแกนอากาศซึ่งนําไปใช้งานในย่านควมถี่สูง รูปแสดงการต่อแหล่งจ่ายแรงดันไฟฟ้าคร่อมเข้ากับขดลวด เป็นผลทําให้มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านขดลวด ซึ่ง กระแสไฟฟ้านี้จะทําให้เกิดสนามแม่เหล็ก และความเข้มของสนามแม่เหล็ก จะเพิ่มขึ้นจากค่าศูนย์ไปจนถึงค่าสูงสุด
ในช่วงเวลาสั้นๆ โดยการขยายตัวของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า จะเริ่มจากส่วนกลางของลวดตัวนํา ซึ่งการขยายตัวของ เส้นแรงแม่เหล็กนี้จะเป็นการเคลื่อนที่ตัดกับตัวนําที่อยู่กับที่ ดังนั้น จึงส่งผลให้เกิดแรงดันไฟฟ้าเหนี่ยวนําขึ้น (การ เหนี่ยวนําของสนามแม่เหล็กไฟฟ้า) การที่กระแสไฟฟ้าไหลผ่านลวดตัวนําแล้วทําให้เกิดแรงดันไฟฟ้าเหนี่ยวนํา
ภายในนี้ เรียกว่า การเหนี่ยวนําภายใน (Self Inductance)

  รูป แสดงการต่อตัวเหนี่ยวนําคร่อมอยู่กับแหล่งจ่ายไฟฟ้ากระแสตรง เมื่อปิดสวิตช์ กระแสไฟฟ้าในวงจรจะไหลผ่าน ตัวเหนี่ยวนํา และตัวต้านทานที่ต่ออันดับอยู่ ถ้าปริมาณกระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจนถึงค่าสูงสุดก็จะทําให้สนามแม่เหล็ก เกิดการขยายตัว และตลอดเวลาที่มีการเคลื่อนที่ตัดกันระหว่างสนามแม่เหล็กกับตัวเหนี่ยวนําก็จะทําให้เกิด แรงดันไฟฟ้าเหนี่ยวนําขึ้น แรงดันไฟฟ้าเหนี่ยวนําที่เกิดขึ้นนี้ จะทําให้เกิดกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนําที่ จะคอยต่านการเปลี่ยนแปลง ของกระแสไฟฟ้าภายในวงจรโดยค่าความเหนี่ยวนําของ ตัวเหนี่ยวนํา 1 เฮนรี่ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงของปริมาณกระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์/วินาที ทําให้เกิดแรงดันไฟฟ้าเหนี่ยวนํา 1 โวลต์ ดังนั้น ค่าความเหนี่ยวนําจึงเป็นการแสดงว่า Counter EMF (แรงดันไฟฟ้าเหนี่ยวนํา) ที่เกิดจากตัวเหนี่ยวนําจะมีปริมาณเท่าไร
สําหรับการเปลี่ยนแปลงของกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านตัวเหนี่ยวนําเดียวกัน สูตรคํานวณแรงดันไฟฟ้าเหนี่ยวนํา หรือ Counter EMF เป็นดังนี้

สรุป การเปลี่ยนแปลงของกระแสไฟฟ้าในขดลวด ถ้าเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจะทําให้แรงดันไฟฟ้าเหนี่ยวนําเกิน เมื่อกระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจนถึงค่าสูงสุดจะทําให้สนามแม่เหล็กซึ่งจะมีปริมาณมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับปริมาณ กระแสไฟฟ้าก็ถึงค่าสูงสุดด้วย และทําให้สนามแม่เหล็กไฟฟ้า ไม่เกิดการขยายตัว อีกต่อไปโดยจะรักษาระดับให้ คงที่ไว้เมื่อกระแสไฟฟ้าคงที่แล้วการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กจึงไม่เกิดขึ้น ดังนั้น การเคลื่อนที่ตัดกันระหว่างตัวเหนี่ยวนําและสนามแม่เหล็กที่ทําให้เกิดแรงดันไฟฟ้าเหนี่ยวนําจึงไม่เกิดขึ้น และสุดท้าย กระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนําที่ จะไปต้านการไหลของกระแสไฟฟ้าในวงจร ก็จะไม่เกิดขึ้นด้วยเช่นกัน ดังแสดงในรูป (ข) ขดลวดจะรับพลังงาน
ไฟฟ้า และเก็บไว้ในรูปของพลังงานสนามแม่เหล็ก เช่นเดียวกับกรณีที่ตัวเก็บประจุ ที่เก็บพลังงานไฟฟ้าในรูปของ สนามไฟฟ้านั่นเองถ้าปรับสวิตช์ไปที่ตําแหน่ง B ดังแสดงในรูป (ค) กระแสไฟฟ้าที่ไหลมาจากแบตเตอรี่จะมีค่าเท่ากับศูนย์และทําให้สนามแม่เหล็กยุบตัวลงมา ทั้งนี้เนื่องจาก ไม่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านในวงจรจึง ไม่ทําให้เกิดสนามแม่เหล็กอีกต่อไป และถึงแม่เส้นแรงแม่เหล็กจะยุบตัวลงมา แต่ก็ยังเป็นการเคลื่อนที่ตัดกับขดลวดตัวนําอยู่(เป็นเหตุให้มีการเคลื่อนที่ตัดกันระหว่างตัวเหนี่ยวนํา และสนามแม่เหล็ก) ส่งผลให้เกิดแรงดันไฟฟ้าเหนี่ยวนําเกิดขึ้นในขดลวด ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ เกิดกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนํา ที่จะไหลไปในทิศทางเดียวกันกับกระแสไฟฟ้าของวงจรซึ่งไหลอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว (ก่อนหน้าที่สวิตช์จะเป็ดวงจร) ขดลวดในขณะนี้จะเปลี่ยนพลังงานสนามแม่เหล็กไปเป็นพลังงานไฟฟ้า และคืนพลังงานที่เก็บสะสมไว้ในตอนแรกออกมา หลังจากเวลาผ่านไปสนามแม่เหล็กก็จะยุบตัวหมด แรงดันไฟฟ้าเหนี่ยวนําก็จะกลายเป็นศูนย์ และกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนําภายในวงจรก็จะไม่เกิดขึ้นอีก

แรงดันไฟฟ้าเหนี่ยวนําที่เกิดขึ้นในขดลวดนี้เรียกว่า Counter Electromotive Force (Counter EMF หรือ Back EMF)ซึ่งจะทําหน้าที่ต้านทานแรงดันไฟฟ้าที่จ่ายออกมาจากแบตเตอรี่และความสามารถของขดลวดหรือตัวเหนี่ยวนําที่ทําให้เกิด Counter EMF ขึ้นภายในซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของกระแสไฟฟ้าเรียกว่า Self-Inductance หรือที่นิยมเรียก คือ ความเหนี่ยวนํา (Inductance, L) และมีหน่วยเป็น เฮนรี่ (H)
การแบ่งชนิดของตัวเหนี่ยวนํา สามารถแบ่งได้เช่นเดียวกับการแบ่งชนิดของตัวต้านทานและตัวเก็บประจุ นั่นคือ ตัวเหนี่ยวนําชนิดค่าคงที่ และตัวเหนี่ยวนําชนิดปรับค่าได้ โดยมีสัญลักษณ์ดังแสดงในรูป (ก) และ (ข) ตามลําดับ
นอกจากการแบ่งตัวเหนี่ยวนําออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ นี้แล้ว ตัวเหนี่ยวนํายังสามารถแยกออกเป็นแบบต่างๆ ได้อีกมากมาย ขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ทําแกนดังแสดงในรูป (ค)

โดยปกติแล้วตัวเหนี่ยวนําประเภทนี้ทํามาจากขดลวดทองแดง โดยมีวัสดุที่ มีคุณสมบัติเป็นฉนวนเคลือบลวดตัวนํานี้ไว้ วัสดุเคลือบหรือ น้ํามันวานิชที่ใช้เคลือบลวดตัวนํานี้ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการลัดวงจร ทั้งนี้ เนื่องจากการพันขดลวดจะต้องพันซ้อนทับซึ่งกันและกันตัวเหนี่ยวนําชนิดค่าคงที่ ที่พบมากในตลาดมี 3 แบบ ดังแสดงในรูป ดังนี้
1.แบบแกนอากาศ
2.แบบแกนเหล็ก
3. แบบแกนเฟอร์ไรต์
ตัวเหนี่ยวนําชนิดปรับค่าได้
ค่าความเหนี่ยวนําจะถูกเปลี่ยนแปลงโดยการปรับตําแหน่งของแกน โดยสัมพันธ์กับขดลวดที่อยู่กับที่ ตัวเหนี่ยวนําชนิดปรับค่าได้แบบเฟอร์ไรต์ ดังแสดงในรูป เป็นเพียงชนิดเดียวที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน การเคลื่อนที่เข้าออกของแกนเฟอร์ไรต์จะปรับจากสกรู ถ้าแกนเคลื่อนที่ออกมานอกสุดจะทําให้ค่าความซาบซึมได้มีค่าต่ํา เนื่องจากการเหนี่ยวนําที่เกิดขึ้นเสมือนเกิดกับแกนอากาศ ดั่งนั้นค่าความเหนี่ยวนําจึงมีค่าต่ํา แต่ถ้าหมุนสกรูให้แกนเฟอร์ไรต์เคลื่อนที่เข้าไปในขดลวดมากขึ้น จะทําให้ค่าความซาบซึมที่ได้มีค่ามากขึ้น ส่งผลให้ค่าความเหนี่ยวนํามากขึ้นด้วย

 
ปัจจัยที่มีผลต่อค่าความเหนี่ยวนําค่าความเหนี่ยวนําถูกกําหนดโดย4ปัจจัยดังนี้
1.จํานวนรอบของขดลวด
2.พื้นที่ของขดลวด
3.ความยาวของขดลวด
4. วัสดุที่นํามาทําแกนภายในขดลวด
 
จํานวนรอบของขดลวดถ้าตัวเหนี่ยวนํามีจํานวนรอบของขดลวดมากขึ้น ดังแสดงในรูป สนามแม่เหล็กที่เกิดจากการไหลผ่านของ กระแสไฟฟ้าในขดลวดก็จะเกิดขึ้นมากด้วย สนามแม่เหล็กปริมาณมากนี้ จะทําให้เกิดแรงดันไฟฟ้าขึ้นในตัวเหนี่ยวนําที่เรียกว่า “Counter EMF หรือ Back EMF” และจากการที่มีเส้นแรงแม่เหล็กจํานวนมากตัดกับขดลวด จึงส่งผลให้ค่าความเหนี่ยวนํามากตามไปด้วย ดังนั้น ค่าความเหนี่ยวนํา (L) จึงเป็นสัดสัวนโดยตรงกับจํานวนรอบของขดลวด (N)

พื้นที่ของขดลวด
ถ้าพื้นที่ของขดลวดเพิ่มขึ้นสําหรับขดลวดที่มีจํานวนรอบใดๆ ดังแสดงในรูป จะทําให้เสนแรงแม่เหล็กมีจํานวนมากขึ้นด้วย และการมีสนามแม่เหล็กเพิ่มขึ้นจะทําให้ค่าความเหนี่ยวนําเพิ่มขึ้นตาม ดังนั้น ค่าความเหนี่ยวนํา (L) จึงเป็นสัดส่วนโดยตรงกับพื้นที่ของขดลวด (A)

ความยาวของขดลวดถ้าทําให้ขดลวดจํานวน 4 รอบ ขยายพื้นที่ออก (นั่นคือความยาวของขดลวดเพิ่มขึ้น) ดังแสดงในรูป ผลรวมของสนามแม่เหล็กที่เกิดขึ้นจากขดลวดแต่ละขดจะมีปริมาณลดลงในทางกลับกันถ้าขดลวดที่มีจํานวนเท่าเดิมนี้นํามาพันให้อยู่ชิดกันมากขึ้น (ความยาวของขดลวดสั้นลง) สนามแม่เหล็กที่เกิดจากขดลวดในแต่ละขดจะเสริมซึ่งกันและกัน ทําให้เกิดสนามแม่เหล็กที่มีปริมาณมากขึ้น ทําให้ค่าความเหนี่ยวนํามีค่ามากตามไปด้วย ดังนั้นค่าความเหนี่ยวนําจึงเป็นสัดสัวนผกผันกับความยาวของขดลวด
วัสดุที่นํามาทําแกนภายในขดลวด (u)ตัวเหนี่ยวนําส่วนมากมีแกนที่ทําจากวัสดุจําพวกนิกเกิล โคบอลต์ เหล็ก เฟอร์ไรตฺ หรืออัลลอย ซึ่งแกนเหล่านี้มีคุณสมบัติที่จะช่วยรวมหรือเพิ่มความเข้มของสนามแม่เหล็ก ดังนั้น ค่าความซาบซึมได้ (Permeability) จึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อค่าความเหนี่ยวนํา โดยถ้าค่าความซาบซึมได้ของวัสดุที่ใช้ทําแกนมีค่ามาก ก็จะทําให้ค่าความเหนี่ยวนํามีค่ามากตามไปด้วย ดังแสดงในตารางแสดงตัวอย่างของวัสดุหลายชนิดที่นํามาใช้ทําแกน

 
สูตรการคํานวณหาค่าความเหนี่ยวนํา
จากป็จจัยทั้ง 4 ประการที่มีผลต่อค่าความเหนี่ยวนํา ดังนั้นจึงสามารถนํามาเขียนเป็นสูตรคํานวณหาค่าความเหนี่ยวนําได้ดังนี้

การต่อตัวเหนี่ยวนําตัวเหนี่ยวนําเป็นอุปกรณ์ที่ต้านการเปลี่ยนแปลงของกระแสไฟฟ้าในวงจร การต่อตัวเหนี่ยวนําจะมีรูปแบบการต่อเช่นเดียวกับการต่อตัวต้านทาน นั่นคือ ต่อแบบอนุกรมหรืออันดับ และต่อแบบขนาน กรณีนําตัวเหนี่ยวนําจํานวน 2 ตัว หรือมากกว่ามาต่อกันแบบอนุกรมจะเป็นการเพิ่มความยาวให้กับขดลวด และทําให้ค่าความเหนี่ยวนํารวมเพิ่มขึ้นและเมื่อทําการต่อตัวเหนี่ยวนําแบบขนานการหาค่าความเหนี่ยวนํารวมจะใช้วิธีคํานวณเช่นเดียวกับวิธีของตัวานทานโดยที่ค่าความเหนี่ยวนํารวมที่ได้ จะมีค่าน้อยกว่าค่าความเหนี่ยวนําของตัวเหนี่ยวนําที่มีค่าน้อยที่สุดในวงจร
 
การต่อตัวเหนี่ยวนําแบบอนุกรมหรืออันดับ
เมื่อตัวเหนี่ยวนําหลายๆ ตัวมาต่อกันแบบอนุกรม ค่าความเหนี่ยวนํารวมจะคํานวณได้จากการนําค่าความเหนี่ยวนําของตัวเหนี่ยวนําทุกตัวมารวมกัน

ตัวอย่าง
จงหาค่าความเหนี่ยวนํารวม (LT) ของวงจรที่แสดงในรูป

Resistor ตัวต้านทาน


Resistor ตัวต้านทาน

ตัวต้านทาน(Resistor)
ตัวต้านทานเป็นตัวที่ทําหน้าที่จํากัดกระแสไฟฟ้าที่ไหลในวงจรตามทีได้กําหนดเอาไว้ซึ่งจะมี
สัญลักษณ์ที่ใช้เป็น ( R ) และค่าความต้านทานมีหน่วยวัดทางไฟฟ้าเป็น ( )
ชนิดของตัวต้านทาน
ตัวต้านทานที่ใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ ตัวต้านทานชนิดค่าคงที่ (
Fixed Value Resistor ) และตัวต้านทานชนิดปรับค่าได้ ( Variable Value Resistor ) ซึ่งตัวต้านทานค่าคงที่นี้
จะมีค่าความต้านทานที่แน่นอน และเป็นค่าที่นิยมมากในงานด้านอิเล็กทรอนิกส์

สําหรับตัวต้านทานชนิดปรับค่าได้นั้น จะสามารถเลือกค่าความต้านทานที่ต้องการได้โดยการหมุนที่
ปุ่มปรับค่าความต้านทาน

                                              สัญลักษณ์ของตัวต้านทาน
ตัวต้านทานชนิดค่าคงที่แบ่งได้ดังนี้
ตัวต้านทานชนิดคาร์บอนผสม ( Carbon Composition Resistor)
ตัวต้านทานชนิดนี้จะนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายซึ่งจะมีราคาถูก โครงสร้างภายในทําจากวัสดุซึ่งมี
คุณสมบัติเป็นตัวต้านทาน โดยที่ปลายทั้งสองข้างจะต่อลวดตัวนําออกมาและบริเวณผิวด้านนอกจะฉาบด้วย
ฉนวน มีรูปร่างเป็นทรงกระบอก

ขนาดของตัวต้านทานจะแสดงถึงกําลังงาน ซึ่งอยู่ในรูปของความร้อนที่สามารถแพร่กระจายออกมา
ได้ ความต้านทานทําหน้าที่จํากัดการไหลของกระแสไฟฟ้าหรืออิเล็กตรอน ดังนั้นสภาวะของการต้านทาน
หรือขัดขวางการไหลของกระแสไฟฟ้านี้จึงเป็นสาเหตุทําให้เกิดความร้อนขึ้น โดยปริมาณความร้อนที่
แพร่กระจายออกมาเมื่อเปรียนเทียบกับหน่วยเวลาจะมีหน่วยเป็น วัตต์ (Watts) และตัวต้านทานแต่ละตัวจะมี
ค่า อัตราทนกําลัง (Wattage Rating) เฉพาะที่แตกต่างกันออกไป โดยตัวต้านทานขนาดใหญ่จะสามารถที่จะ
แพร่กระจายความร้อนได้ดีกว่า เช่น ตัวต้านทานขนาดใหญ่มีอัตราการแพร่กระจายความร้อน 2 วัตต์ ในขณะ
ที่ความต้านทานตัวเล็กสามารถกระจายความร้อนในอัตราแค่ 1/8 วัตต์

ค่าความเคลื่อน เป็นปัจจัยที่จะต้องพิจารณาอีกประการหนึ่งที่จะต้องพิจารณา ซึ่งค่าความคลาดเคลื่อน
นี้เป็นปริมาณความผิดพลาดของค่าความต้านทานที่แตกต่างกันออกไปจากค่าที่กําหนดไว้ เช่น ค่าความ
ต้านทาน 1000 โอห์ม มีค่าความคลาดเคลื่อน 10 % ดังนั้นค่าความต้านทานที่วัดได้จะอยู่ระหว่าง 900 โอห์ม
และ 1100 โอห์ม
ตัวต้านทานชนิดฟิล์มคาร์บอน ( Carbon Film Resistor )
ตัวต้านทานชนิดนี้ถูกสร้างโดยการเคลือบแผ่นฟิล์มคาร์บอนที่มีคุณสมบัติของค่าความต้านทานลงบน
แกนเซรามิค ซึ่งทําหน้าที่เป็นฉนวน หลังจากนั้นให้ทําการตัดแต่งฟิล์มคาร์บอนที่ได้ให้เป็นรูปวงแหวนรอบ
แกนเซรามิค โดยถ้ามีอัตราส่วนของเนื้อคาร์บอนมีปริมาณมากกว่าฉนวนจะทําให้ค่าความต้านทานที่ได้มีค่า
ต่ํา แต่ถ้าฉนวนมีอัตราส่วนมากกว่าเนื้อของคาร์บอน ความต้านทานที่ได้ก็จะมีค่าสูง ตัวต้านทานแบบฟิล์ม
คาร์บอนจะมีค่าความคลาดเคลื่อนต่ํา และสามารถทนต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิสูงได้ โดยไม่ทําให้ค่า
ความต้านทานเปลี่ยนแปลงไป นอกจากนั้นสัญญาณรบกวนที่เกิดจากการใช้ตัวต้านทานชนิดนี้ก็มีค่าน้อย
กว่า เมื่อเปรียบเทียบกับตัวต้านทานชนิดคาร์บอนผสม



ตัวต้านทานชนิดฟิล์มโลหะ ( Metal Film Resistor)
ตัวต้านทานชนิดฟิล์มโลหะมีรูปร่างลักษณะ การสร้างทําได้โดยการพันฟิล์มโลหะใหัเป็นแผ่นบางๆ ลง
บนเซรามิครูปทรงกระบอก จากนั้นจึงตัดแผ่นฟิล์มนี้โดยให้มีส่วนที่เป็นแผ่นฟิล์มคั่นอยู่กับฉนวนซึ่งเป็น
เซรามิค ตัวต้านทานชนิดฟิล์มโลหะนี้จะมีค่าความคลาดเคลื่อนน้อยมาก และยังทนต่อการเปลี่ยนแปลง
อุณหภูมิภายนอกได้ดี นอกจากนี้ยังเกิดสัญญาณรบกวนได้น้อยเมื่อเทียบกับตัวต้านทานคาร์บอนชนิดอื่นๆ
ตัวต้านทานชนิดไวร์วาว์ด ( Wire wound Resistor )
โครงสร้างภายในของตัวต้านทานชนิดนี้เกิดจากพันขดลวดรอบๆ แกนเซรามิค ซึ่งทําหน้าที่เป็นฉนวน
จากนั้นจึงต่อเข้าด้วยลวดตัวนําจากส่วนหัวและท้ายออกมา สําหรับค่าความต้านทานสามารถเปลี่ยนแปลง
ได้โดยขึ้นอยู่กับความยาวและขนาดของขดลวดที่ใช้พัน
ตัวต้านทานแบบไวร์วาวด์ ส่วนมากนิยมใช้ในงานที่ต้องการค่าความต้านทานต่ําๆ ทั้งนี้เพื่อให้กระแส
ไหลผ่านได้ดี ดังนั้นการออกแบบจึงควรให้มีขนาดใหญ่เพื่อช่วยให้สามารถกระจายความร้อนได้มากกว่า ตัว
ต้านทานแบบไวร์วาวด์นี้จะมีค่าความคลาดเคลื่อนประมาณ 1 % แต่ด้วยโครงสร้างที่ใหญ่และขั้นตอนการ
ผลิตที่ยุ่งยากจึงทําให้ตัวต้านทานชนิดนี้มีราคาแพง
ตัวต้านทานชนิดออกไซด์ของโลหะ ( Metal Oxide Resistor)
ตัวต้านทานชนิดนี้มีโครงสร้างตัวต้านทานที่เคลือบด้วยออกไซด์โลหะ ประเภทดีบุกลงบนวัสดุที่ใช้เป็นฉนวน
โดยอัตราส่วนของออกไซด์โลหะมีคุณสมบัติเป็นตัวนําต่อฉนวน จะเป็นตัวกําหนดค่าความ
ต้านทานให้กับตัวต้านทานชนิดนี้ คุณสมบัติพิเศษสําหรับตัวต้านทานชนิดออกไซด์ของโลหะ คือ สามารถ
ทนต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิได้
ตัวต้านทานชนิดแผ่นฟิล์มหนา ( Thick - Film Resistor )
ตัวต้านทานแบบฟิล์มหนามีอยู่ 2 แบบ คือ แบบ SIP (Single in - line Package ) และ DIP ( Dual in -
Line Package ) ตัวต้านทานแบบ SIP จะต่อลวดตัวนําออกจากความต้านทานภายในเพียงแถวเดียว ส่วนตัว
ต้านทานแบบ DIP จะมีลวดตัวนํา 2 แถว ต่อออกมาภายนอก ซึ่งตัวต้านทานแบบฟิล์มหนาทั้งสองแบบจะ
ได้รับการปรับแต่งให้ค่าความคลาดเคลื่อนประมาณ 2% โดยค่าความต้านทานที่ใช้ในงานทั่วไปของตัว
ต้านทานชนิดนี้อยู่ระหว่าง 22 โอห์ม ถึง 2.2 เมกะโอห์ม และมีอัตราทนกําลัง ประมาณ 1/2วัตต์
ตัวต้านทานชนิดปรับค่าได้ ( Variable Value Resistor )
การปรับปุ่มควบคุมระดับความดัง หรือ วอลลุม ( Volume ) ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวนี้เป็นตัวอย่างของตัว
ต้านทานชนิดปรับค่าได้ประเภทหนึ่ง
ตัวต้านทานชนิดเปลี่ยนค่าได้โดยอาศัยกลไก ตัวต้านทานชนิดนี้เปลี่ยนค่าได้โดยอาศัยกลไกมีอยู่ 2 แบบ
ได้แก่
- รีโอสตัส ( Rheostat )
- โพเทนชิโอมิเตอร์ ( Potentiometer )
รีโอสตัส ( 2 ขั้ว : A และ B )
รูปลักษณะของรีโอสตัสแบบต่างๆ ดังรูป ก ส่วนสัญลักษณ์ของรีโอสตัส ดังแสดงในรูป ข ส่วนรูป ค
จะแสดงโครงสร้างภายในของรีโอสตัสแบบวงกลม ซึ่งจะเห็นว่าปลายอีกด้านหนึ่งของผิวสัมผัส เมื่อคันกรีด
เคลื่อนที่ออกห่างไปจากบริเวณส่วนที่ขั้วต่ออยู่ จะทําให้ความต้านทานเพิ่มขึ้น ซึ่งจะแสดงตามรูป ง ซึ่งคัน
กรีดจะเคลื่อนที่ต่ําลงโดยการหมุนแกนตามเข็มนาฬิกา
ด้วยเหตุนี้กระแสไฟฟ้าจึงไหลผ่านได้น้อยเนื่องจากค่าความต้านทานที่มีค่ามาก ในทางกลับกันถ้าคันกรีด
เคลื่อนที่เข้าใกล้ส่วนปลายที่มีขั้วต่ออยู่จะทําให้ค่าความต้านทานลดลง ดังแสดงในรูป จ ซึ่งคันกรีดจะ
เคลื่อนที่ขึ้นโดยการหมุนแกนทวนเข็มนาฬิกาและกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านรีโอสตัสในกรณีนี้จะมีค่ามาก
เนื่องจากค่าความต้านทานที่ลดลงนั่นเอง
เทนชิโอมิเตอร์ ( 3 ขั้ว : A,B และ C )
รูปแสดงลักษณะภายนอกของโพเทนชิโอมิเตอร์แบบต่างๆ ซึ่งบางครั้งนิยมเรียกอุปกรณ์ชนิดนี้ว่า พอต
(Pot) ดังแสดงในรูป ข ความแตกต่างระหว่างโพเทนชิโอมิเตอร์และรีโอสตัส คือจํานวนขั้วต่อใช้งาน ซึ่ง
ขั้วต่อของโพเทนชิโอมิเตอร์จะมี 3 ขั้ว โดยการนําไปใช์งานสามารถต่อค่าความต้านทานได้ 3 แบบ ได้แก่
ระหว่าง A และ B (X) ระหว่าง B และ C (Y) และระหว่าง C และ A (Z) ส่วนที่เพิ่มเข้ามาที่ทําให้โพเทนชิโอ
มิเตอร์แตกต่างไปจากรีโอสตัส คือ ขั้วที่ 3 ที่ต่อเข้ากับปลายอีกด้านหนึ่งของแถบค่าความต้านทาน
                                             ตัวต้านทานแบบพิเศษ
ตัวต้านทานชนิดเปลี่ยนค่าโดยใช้ความร้อน
จากการที่ได้รู้จักกับตัวต้านทานชนิดเปลี่ยนค่าได้แบบรีโอสตัส และแบบโพเทนชิโอมิเตอร์ไปแล้ว ซึ่ง
ทั้งสองแบบจะเปลี่ยนแปลงค่าความต้านทานโดยอาศัยกลไกเพื่อหมุนแกนที่เชื่อมกับคันกรีด เพื่อไป
เปลี่ยนแปลงค่าความต้านทานภายใน แต่ยังมีอุปกรณ์อีกชนิดหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนค่าความต้านทานได้โดย
อาศัยหลักการให้พลังงานความร้อนแทนซึ่งอุปกรณ์ชนิดนี้มีชื่อว่า เทอมิสเตอร์ (Thermister) แบ่งออกเป็น 2
ประเภทคือ
1. Positive temperrature control thremister (PCT) ถ้าอุณหภูมิสูงขึ้นค่าความต้านทานเทอมิสเตอร์ จะเพิ่มขึ้น
ตามด้วย ถ้าอุณหภูมิต่ําค่าความต้านทานเทอมิสเตอร์ จะลดตามด้วย
2. Negative temperrature control thremister (PCT) ถ้าอุณหภูมิสูงขึ้นค่าความต้านทาน
เทอมิสเตอร์ จะลดลง ถ้าอุณหภูมิต่ําค่าความต้านทานเทอมิสเตอร์ จะเพิ่มขึ้น
                           สัญลักษณ์ของเทอมิตเตอร์

ตัวต้านทานชนิดเปลี่ยนค่าได้โดยใช้แสง
อุปกรณ์โฟโตริซิสเตอร์ ( Photoresistor ) มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Light - Dependent Resistor ( LDR )
ซึ่งเป็นตัวต้านทานที่ทํางานโดยอาศัยแสงที่มาตกกระทบ นั่นคือ วัสดุที่ใช้ทําโฟโตริซิสเตอร์ เมื่อถูกแสงจะมี
ค่าความนํามากขึ้น หรือทําให้ค่าความต้านทานลดลงนั่นเอง โฟโตริซิสเตอร์สร้างจากวัสดุนําแสงที่มี
ลักษณะเป็นแผ่นบางๆ ซึ่งค่าความต้านทานของวัสดุนี้ลดลงเมื่อมีแสงมาตกกระทบ โดยพลังงานแสงจะถูก
ดูดซึมจากอะตอมที่มีอยู่มากมายในวัสดุนําแสงนี้และทําให้เกิดการปลดปล่อยอิเล็กตรอนที่อยู่วงนอกสุด (
Valence Electron ) ออกมา ด้วยเหตุผลของจํานวนอิเล็กตรอนอิสระมากขึ้น จึงทําให้กระแสไฟฟ้าสามารถ
ไหลผ่านโฟโตริซิสเตอร์ได้มาก ดังนั้นจึงทําให้ความต้านทานมีค่าลดลงด้วย
การนําอุปกรณ์โฟโตริซิสเตอร์ไปใช้งาน เช่น การนําไปใช้ในอุปกรณ์ปิดเปิด ไฟส่องสว่างภายนอกอาคาร
โดยใช้เวลาช่วงกลางวัน แสงสว่างจากดวงอาทิตย์จะทําให้ค่าความต้านทานของโฟโตริซิสเตอร์ไปลดลง
และค่าความต้านทานที่ลดลงนี้จะถูกนําไปใช้ในการปิดไฟส่องสว่าง ส่วนในช่วงเวลากลางคืนค่าความ
ต้านทานของโฟโตริซิสเตอร์จะเพิ่มขึ้น ไฟส่องสว่างจะเปิดอีกครั้ง
กําลังไฟฟ้า
กําลังไฟฟ้าในตัวต้านทานเกิดขึ้นเมื่อมีกระแสไหลผ่านตัวต้านทาน โดยกําลังไฟฟ้านี้จะมีหน่วย
เป็น วัตต์ (Watt) ซึ่งตัวต้านทาน ที่มีใช้กันก็มีขนาดตั้งแต่ 1/8 วัตต์ ไปจนถึงหลายร้อยวัตต์ ถ้าเราใช้ตัว
ต้านทานที่มีกําลังไฟฟ้าต่ํากว่ากําลังไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจริงในวงจร ก็อาจจะทําให้ตัวต้านทานร้อนจนอาจะ
ไหม้ได้ แต่ในวงจรบางแบบก็ต้องการให้ความร้อนนี้เกิดขึ้นมา เช่น ในอุปกรณ์ทําความ ร้อนฮีทเตอร์(heater) ตัวกําเนิดความร้อนก็คือ ตัวต้านทานที่กําลังสูง ซึ่งทํามาจากลวดนิโครม กําลังไฟฟ้านี้จะเกิด
จาก เมื่อมีกระแสไฟฟ้าผ่านเส้นลวด แต่ในวงจรวิทยุความร้อนที่เกิดจากตัวต้านทานนั้นไม่ดี
เพราะฉะนั้น วงจรก็ต้องมีการเลือกตัวต้านทานให้มีอัตราทน กําลังไฟฟ้าให้เหมาะสมกับวงจร ในรูปที่
3 เป็นรูปของตัวต้านทานขนาดต่างๆ ที่สามารถพบได้ทั่วไป
เราจะรู้ค่าความต้านทานได้อย่างไร
ตัวต้านทานโดยทั่วไปจะมีการบอกค่าความต้านทานไว้เป็นแถบสี ซึ่งจะมีวิธีอ่านแถบสีดังในรูปที่
4 และในรูปที่ 5 เป็นตัวอย่าง ของค่าความต้านทานที่เราสามารถอ่านค่าได้ เป็นค่าตัวต้านทานมาตรฐาน
ที่มีขายอยู่ทั่วไป
การแสดงการอ่านค่าสีของตัวต้านทานแบบค่าคงที่โดยอ่านเรียงสีจากซ้ายไปขวา
เป็นตัวอย่างการอ่านค่าความต้านทานโดยอ่านจากซ้ายไปขวา
การต่อตัวต้านทานแบบต่าง ๆ
การต่อตัวต้านทานในวงจร สามารถทําได้ 2 แบบ ได้แก่ คือ การต่อแบบอันดับหรือ (แบบอนุกรม)
และการต่อขนาน
การต่อตัวต้านทานแบบอันดับหรืออนุกรม(Series)
ค่าความต้านทานรวมที่เกิดจากนําตัวต้านทานมาต่อกันแบบอันดับจะมีค่าเท่ากับผลรวมของ ค่า
ความต้านทานของตัวต้านทานทุกตัวรวมกัน สูตรที่ใช้ในการคํานวณหาค่าความต้านทานที่ต่อกันแบบ
อันดับ

ตัวอย่าง
จากวงจรในรูป จงคํานวณหาค่าความต้านทานรวม

ไดโอด diode


ไดโอด diode

ไดโอด (diode)
ไดโอดเป็นส่วนสําคัญส่นหนึ่งของวงจรอิเลคทรอนิคส์ทั่วไปในสมัยก่อนไดโอดมักจะเป็นแบบหลอดสุญญากาศปัจจุบันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นไปอย่างรวดเร็วทําให้สิ่งประดิษฐ์ชนิดใหม่ ซึ่งทําด้วยสารกึ่งตัวนําได้เข้ามาแทนที่หลอดสุญญากาศไดโอดที่ทํามาจากสารกึ่งตัวนํามีสองขั้วและมีขนาดเล็กใช้งานได้ง่าย
ชนิดของไดโอด
ไดโอดที่ทําจากสารกึ่งตัวนําแบ่งได้ตามชนิดของเนื้อสารที่ใช้ เช่นเป็นชนิดเยอรมันเนียมหรือเป็นชนิดซิลิกอนนอกจากนี้ไดโอดยังแบ่งตามลักษณะตามกรรมวิธีที่ผลิตคือ1. ไดโอดชนิดจุดสัมผัส (Point-contact diode) ไดโอดชนิดนี้เกิดจากการนําสารเยอรมันเนียมชนิด N
มาแล้วอัดสายเล็กๆซึ่งเป็นลวดพลาตินั่ม(Platinum) เส้นหนึ่งเข้าไปเรียกว่าหนวดแมวจากนั้นจึงให้กระแสค่าสูงๆไหลผ่านรอยต่อระหว่างสายและผลึกจะทําให้เกิดสารชนิดP ขึ้นรอบ ๆ รอยสัมผัสในผลึก
เยอรมันเนียมดังรูป

                      ไดโอดชนิดจุดสัมผัส
2. ไดโอดชนิดหัวต่อ P-N (P-N junction diode) เป็นไดโอดที่สร้างขึ้นจากการนําสารกึ่งตัวนําชนิด N
มาแล้วแพร่อนุภาคอะตอมของสารบางชนิดเข้าไปในเนื้อสาร P ขึ้นบางส่วน แล้วจึงต่อขั้วออกใช้งาน
ไดโอดชนิดนี้มีบทบาทในวงจรอิเลคทรอนิคส์ และมีที่ใช้งานกันอย่างแพร่หลาย

 ไดโอดชนิดหัวต่อ P-N
คุณสมบัติของไดโอด

ไดโอดที่ใช้ในวงจรมีสัญลักษณ์ เป็นรูปลูกศรมีขีดขวางไว้ดังรูป
ตัวลูกศรเป็นสัญลักษณ์แทนสารกึ่งตัวนําชนิด P ซึ่งเป็นขั้วอาโนด (ขั้วบวก) ของไดโอด
ลูกศรจะชี้ในทิศทางที่โฮลเคลื่อนทิศส่วนขีดคั่นเป็นสารกึ่งตัวนําชนิด N ซึ่งเป็นขั้วคาโถด (ขั้วลบ)
ดังนั้นเราจะสามารถพิจารณาว่า ไดโอดถูกไบแอสตรงหรือไบแอสกลับได้ง่าย ๆ โดยพิจารณาดูว่า
ถ้าขั้วอาโนดมีศักดาไฟฟ้าเป็นบวกมากกว่าราคาโถดแล้ว ไดโอดจะถูกไบแอสตรง ถ้าขั้วอาโนดมี
ศักดาไฟฟ้าเป็นบวกน้อยกว่า คาโถดก็แสดงว่าไดโอดถูกไบแอสกลับ
ไบแอสตรงไบแอสกลับ
1. มีกระแสไหลผ่านไดโอด1. มีกระแสไหลผ่านไดโอด
2. ถือว่าไดโอดมีความต้านทานน้อยมาก2. ถือว่าไดโอดมีความต้านทานสูงมาก
3. โดยทั่วไปถือว่าไดโอดลัดวงจร3. โดยทั่วไปถือว่าไดโอดเป็ดวงจร
เปรียบเทียบลักษณะสมบัติของไดโอดเมื่อไบแอสตรงและไบแอสกลับ

ลักษณะสมบัติของไดโอดอุดมคติ
 ความต้านทานของตัวไดโอด
เนื่องจากความต้านทานของตัวไดโอด ขึ้นอยู่กับทิศทางการไหลของกระแสไฟฟ้า ดังนั้นจึง
ถือว่า สิ่งประดิษฐ์ ไดโอดมีคุณสมบัติไม่เป็นเชิงเส้น ลักษณะ : สมบัติระหว่างแรงดันและกระแสจะ
เป็นตัวแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของกระแสที่ไหลผ่านตัวไดโอด (ID) กับค่าแรงดันที่ตกคร่อมตัว
ไดโอด (VD) ทั้งในทิศทางไบแอสตรง และไบแอสกลับดังรูป

ลักษณะ สมบัติทางด้านไบแอสตรงจะเริ่มมีกระแสไหลผ่านไดโอดเมื่อใส่แรงดันแก่ไดโอด
ด้วยค่า ๆ หนึ่งแรงดันนี้คือค่าแรงดันที่เราเรียกว่า แรงดันคัทอิน (cut in voltage) ของไดโอด

กราฟลักษณะสัมบัติระหว่างแรงดันและกระแสของวงจรไบแอส
เนื่องจากไดโอดชนิดหัวต่อ P-N แบ่งเป็น 2 ชนิดคือชนิดซิลิกอนและชนิดเยอรมันเนียม
ดังนั้นลักษณะสมบัติทางแรงดันและกระแสของไดโอดทั้งสองชนิด จะเห็นได้ชัดดังในรูป

 แรงดันคร่อมตัวไดโอดด้านไบแอสตรง
ค่ากระแสอิ่มตัวย้อนกลับสําหรับซิลิกอนไดโอดกับของเยอรมันเนียมไดโอดยังมีค่าไม่เท่ากันด้วยซิลิกอนไดโอดมีค่ากระแสอิ่มตัวน้อยกว่าของเยอรมันเนียมไดโอดประมาณ 1000 เท่า
สําหรับค่าแรงดันคัทอินทั้งของซิลิกอนและเยอรมันเนียมจะมีค่าไม่เท่ากัน ค่าแรงดันคัทอิน
ของซิลิกอนไดโอดมีค่าประมาณ 0.6 โวลท์ ส่วนของเยอรมันเนียมไดโอดมีค่าประมาณ 0.2 โวลท์
คุณลักษณะสมบัติระหว่างแรงดันและกระแสของไดโอด
ความต้านทานในตัวไดโอดพอที่จะแบ่งออกตามชนิดของแรงดันที่ให้กับตัวไดโอด ซึ่งแยก
ออกเปนความต้านทานทางไฟตรงหรือทางสรรคติกและความต้านทานไฟสลับ
ความต้านทานทางไฟตรง (static resistance)
จากลักษณะสมบัติแรงดันและกระแสของไดโอดจะไม่เป็นลักษณะเชิงเส้น ดังนั้นความต้านทานใน
ตัวไดโอดจึงไม่คงที่ จากกฎของโอห์มจะได้ความต้านทานทางไฟตรง ที่จะงดทํางานขณะไม่มีสัญญาณอื่น
ใดเข้ามาเป็น

แสดงค่าความต้านทานในไดโอดทางไฟตรง
ความต้านทานทางไฟสลับ (dynamic resistance) เมื่อไดโอดทํางานในขณะที่มีค่าสัญญาณ
แรงดันไฟสลับขนาดเล็ก ๆ ป้อนเข้ามาค่าความต้านทานที่เกิดขึ้นที่ไดโอดจะเกิดการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ค่าความต้านทานนี้จะแตกต่างจากความต้านทานทางไฟตรงเราเรียกค่าความต้านทานนี้ว่า ความต้านทาน
ทางไฟสลับการหาค่าความต้านทานทางไฟสลับหาค่าได้จากค่าอัตราส่วนการเปลี่ยนแปลงของแรงดันคร่อม
ตัวไดโอดที่เปลี่ยนไปกับค่าการเปลี่ยนแปลงของกระแสที่ไหลในตัวไดโอด เนื่องจากการทํางานของไดโอด
เมื่อมีสัญญาณเข้ามา ณ จุดที่ไดโอดทํางานก็จะมีค่าไม่คงที่ไม่แน่นอน เกิดการเปลี่ยนแปลงตามลักษณะ
สมบัติ แต่เมื่อคิดการเปลี่ยนแปลงกระแสไบแอสตรงค่าเล็ก ๆ ของกระแสและแรงดันแล้วจะสามารถหาค่า
ความต้านทานทางไดนามิคหรือความต้านทานต่อไฟสลับได้ดังรูป

แสดงการหาความต้านทานทางไฟสลับ
การหาค่าความต้านทานนี้อาจทําได้โดยการใช้สูตร Rac เท่ากับ
= ช่วงการเปลี่ยนแปลงของแรงดันคร่อมไดโอด
ช่วงการเปลี่ยนแปลงของกระแสที่ไหลผ่านไดโอด
ผลกระทบของอุณหภูมิ (Temperature Effects)
จากการทดลองพบว่า Is ของ Si จะมีค่าเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า ทุกๆ ครั้งที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 10 องศา
เซลเซียส ขณะที่ Ge ม ีค่า Is เป็น 1 หรือ 2 micro-amp ที่ 25 องศาเซลเซียส แต่ที่ 100 องศาเซลเซียส
จะมีค่า Is เพิ่มขึ้นเป็น 100 micro-amp ระดับกระแสไฟฟ้าขนาดนี้จะเป็นปัญหาต่อการเปิดวงจรเรื่อง
จากได้รับการไบอัสกลับ เพราะแทนที่ Id จะมีค่าใกล้เคียงศูนย์ แต่กลับนํากระแสได้จํานวนหนึ่ง
ตามอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น

ซีเนอร์ไดโอด (Zener diode) ไดโอดธรรมดาเมื่อทําการไบรแอสกลับจนถึงค่าแรงดันพังจะ
ทําให้เกิดการเสียหายได้ ซีเนอร์ไดเอดเป็นซิลิกอนไดโอดชนิดพิเศษที่กระแสย้อนกลับสามารถไหล
เฉลี่ยทั่วพื้นที่รอยต่อของไดโอด จึงสามารถทนกระแสย้อนกลับได้สูงมาก ดังนั้นซีเนอร์ไดโอดจึง
สามารถใช้ควบคุมแรงดันโดยใช้แรงดันที่ตกคร่อมตัวมันเองเป็นตัวควบคุมสัญลักษณ์ของตัวซี
เนอร์ไดโอดเขียนได้ดังรูป

 สัญญลักษณ์ของซีเนอร์ไดโอด
ซีเนอร์ไดโอดทางอุดมคติจะควบคุมแรงดันได้ต่อเมื่อถูกไบแอสกลับกล่าวคือ จะมีกระแส
ไหลผ่านไดโอดได้ดีต่อเมื่อไบแอสกลับจนถึงค่าแรงดันซีเนอร์เท่านั้น สําหรับกรณีไบแอสตรงซี
เนอร์ไดโอดจะทําหน้าที่เหมือนไดโอดธรรมดาคือเสมือนเป็นตัวลัดวงจร

ลักษณะสมบัติของซีเนอร์ไดโอดทางอุดมคติ ลักษณะสมบัติของซีเนอร์ไดโอดจริง ๆ