วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Audi A1 Quattro เบ่งพลัง 256 แรงม้าจากขุมพลัง 2.0 ลิตร

หากพูดถึงค่ายรถยนต์จากยุโรปแล้ว ในบ้านเราชื่อ Audi  อาจจะไม่ติดตาตราตรึงใจมากเท่าค่ายรถยนต์ในตลาดมากนัก แต่เมื่อมองดูจากคลากทั่วดลกแล้วสรถยนต์ Audi  ถือว่าเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่สมรรถนะที่ดี และจุดเด่นในเรื่องนี้ก็ทำให้เป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วโลก 


                เมื่อช่วงก่อนหน้านี้ Audi ได้เปิดตัว Audi A1 
แต่ในขณะที่มีกระแสข่าวว่าค่าย 4 ห่วงจะมีแผนสำหรับการทำรุ่น RS1 
ที่จะเติมอารมณ์สปอร์ตเข้ามา แต่ดูเหมือนนี่จะคือรถสปอร์ตซิตี้คารืคันนั้น 
ที่กำลังจะวางจำหน่ายเพียง 333 คัน ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของ ปี 2012


Audi A1 Quattro


                 ภายนอก Audi A1 Quattro 
  เริ่มต้นด้วยการนำเรือนร่างของซิตี้คาร์ Audi A1
มาจับปรับแต่งให้มีความสปอร์ตมากยิ่งขึ้นลงตัวกว่าที่เคย 
กับเส้นสายดั้งเดิมของตัวรถ 
แต่ก็ไม่ลืมที่จะแต่งแต้มความสปอร์ตหยิบเอาเส้นสายจากตัว S  ปละ RS  มาใช้ 
เริ่มตั้งแต่ด้านหน้าที่มาพร้อมทช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ สเกิร์ตข้าง 
สปอร์ยเลอร์หลังคา และชุดรีดอากาศทางด้านหลัง ที่สำคัญขาดไม่ได้ เป็นไฟท้าย
 LED  ท่อไอเสียคู่ดุลงตัวมากขึ้น เช่นเดียวกับล้อขอบ 18 นิ้วจากโรงงาน 
พร้อมยาง 225/30/R18  ติดตัว


                ในห้องโดยสารไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก 
นอกจากการเติมความสปอร์ตเริ่มจากเบาะคู่หน้าทั้งหมดหุ้มด้วยหนังสีดำเดิน
ด้ายแดง มาพร้อมพวงมาลัยสปอร์ต และแป้นเหยียบกับหัวเกียร์อลูมิเนียม 
ที่ยังมีการปรับเปลี่ยนพวกสิ่งละอันพันน้อยนิดหน่อยเพื่อให้สามารถตอบสนอง
การขับขี่ได้มากขึ้น


Audi A1 Quattro


                ใต้ฝากระโปรง  Audi A1 Quattro  ,มาพร้อมขุมพลัง TFSI 
ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 256 แรงม้า ที่600 รอบต่อนาที 
และแรงบิดทำได้ถึง 350 นิวตันเมตร ตั้งแต่ 2500 ยาวยัน 45000 รอบ 
ตอบสนองการขับขี่ได้อย่างฉับไว  ลงตัวกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 6สปีด 
และยังมาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Quattro ให้อัตราเร่ง 0-100 ใน 5.7 
วินาที และทำความเร็วสูงสุด 245 กิโลเมตร /ชั่วโมง 
แต่ยังให้ความประหยัดเต็มประสิทธิภาพด้วยอัตราเฉลี่ย 8.5 /100 กิโลเมตร 
ในการเดินทาง


                เครื่องยนตืที่พลังยังมาพร้อมระบบช่วงล่างที่วางใจได้ 
ซึ่งนอกจากระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแล้ว ยังจัดระบบกันสะเทือน 
แม็คเฟอร์สันสตรัท ทางด้านหน้า ส่วนด้านท้ายใช้ Four link 
ให้ความสเถียรในการขับขี่ ลัยังให้อัตราตอบสนองพวงมาลัยที่ดี 
ด้วยอัตราทด14.8:1  ในการบังคับลี้ยว 
และยังมีระบบความคุมการทรงตัวอิเล็กทรอนิกส์าหรือ ESP  
ช่วยในการขับขี่อีกด้วย


                Audi A1 Quattro  ยัง
ไม่มีการเปิดเผยราคาออกมาอย่างเป๋นทางการ แต่ด้วยพละกำลังที่เหนือชั้น
ช่วงล่างที่เป็นเลิศในการขับขี และเรือนร่างที่สปอร์ตยิ่งกว่า
และจำนวนที่จำกัด
ก็น่าจะทำให้รถคันนี้มีความพิเศษในตัวจนคอสปอร์ตคงต้องเลือกซื้อ-หามาใช้กัน












วันพุธที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Honda Civic 2012 โฉมใหม่ เตรียมปรับดีไซน์ใหม่

หลังจากที่ Honda Civic โฉมปัจจุบัน สร้างผลงานไว้ได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้ทุกคนคาดหวังว่า Honda Civic 2012 โฉมใหม่
ออกมาได้อย่างดีเยี่ยมไม่แพ้กับรุ่นก่อน แต่แล้ว การคาดหวังไว้เยอะ 
พอไม่สมหวังก็เสียใจมากเป็นเรื่องธรรมดา 
จนนักวิจารณ์ออกมาต่อว่าอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับในสายตาผู้บริโภค


เริ่มแรกเหมือน Honda ยังดูเชิงกันอยู่ ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ แต่แล้วมีข่าว
ลือออกมาล่าสุดว่าทาง Honda ได้ส่งสารบางอย่างไปถึง Dealers ของพวกเขาว่า
จะมีการปรับเปลี่ยนดีไซน์ใหม่ ซึ่งยังไม่ได้ระบุว่าทั้งภายนอก
และภายในเลยหรือเปล่า แต่การดีไซน์ใหม่จะเสร็จสิ้นภายในปี 2012 นี้




Honda Civic 2012 โฉมใหม่ เตรียมปรับดีไซน์ใหม่ รูปที่ 1


Honda Civic 2012 โฉมใหม่ เตรียมปรับดีไซน์ใหม่ รูปที่ 2


Honda Civic 2012 โฉมใหม่ เตรียมปรับดีไซน์ใหม่ รูปที่ 3


Honda Civic 2012 โฉมใหม่ เตรียมปรับดีไซน์ใหม่ รูปที่ 4


เปิดรายละเอียด ข้อมูล Chevrolet Trailblazer 2012 รถเอนกประสงค์สไตล์ SUV

รายละเอียดข้อมูล Chevrolet Trailblazer 2012 รถเอนกประสงค์สไตล์ SUV

เผยโฉมครั้งแรกในโลก เชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ รถเอนกประสงค์สไตล์เอสยูวี ที่มาพร้อมกับความสมบูรณ์แบบในทุกมิติ และความแข็งแกร่งรองรับทุกการขับขี่ ภายในงานดูไบ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์


เทรลเบลเซอร์ ซึ่งเป็นรถเอนกประสงค์ 7 ที่นั่งรุ่นล่าสุดของเชฟโรเลต จะขึ้นสายการผลิตออกจำหน่ายทั่วโลก โดยเริ่มจากประเทศไทยเป็นแห่งแรกในโลกในช่วงต้นปีหน้า

ด้วยการผลิต ‘ตัวถังบนแชสซีส์’ (body-on-frame) รถเอนกประสงค์รุ่นใหม่ล่าสุดอย่างเทรลเบลเซอร์ จึงมีศักยภาพทั้งการลากจูง และบรรทุกได้อย่างเต็มที่ โดยยังคงสมรรถนะการขับขี่ได้ดังใจและคงความสะดวกสบายทุกการเดินทาง เทรลเบลเซอร์ได้รับการพัฒนาถัดจากรถกระบะพันธุ์แกร่ง เชฟโรเลต โคโลราโด โดยจีเอ็ม บราซิล มีการใช้โครงสร้างร่วมกัน และได้รับการปรับแต่งให้รองรับการใช้งานสมบุกสมบัน กระทั่งบนเส้นทางออฟโรด พร้อมยังคงความสะดวกสบายในการใช้งานในเมือง



รถเทรลเบลเซอร์ ต้นแบบที่ถูกนำมาโชว์ในงานดูไบ มอเตอร์โชว์ ใช้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ขุมพลังดูราแม็กซ์ ดีเซลเทอร์โบ 2.8 ลิตรเอกลักษณ์ของจีเอ็ม แรงและประหยัดในทุกรอบเครื่องยนต์ด้วยระบบเทอร์โบแบบแปรผัน

“การเปิดตัวเทรลเบลเซอร์ครั้งแรกในโลกที่ดูไบ มอเตอร์โชว์ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของตลาดตะวันออกกลางของเจนเนอรัล มอเตอร์ส” จอห์น สตาดวิค ประธานกรรมการ และผู้อำนวยการบริหาร เจนเนอรัล มอเตอร์ส มิดเดิลอีสต์ โอเปอเรชั่นส์ กล่าว “ปฏิเสธไม่ได้ว่า เทรลเบลเซอร์รุ่นใหม่จะเป็นหนึ่งในสมาชิกใหม่ของครอบครัวเชฟโรเลต ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และแข็งแกร่งทีี่สุด เป็นรถที่สมบูรณ์แบบที่จะแข่งขันในตลาดรถเอสยูวีของตะวันออกกลางได้อย่างสบาย”

“ถึงแม้ว่ารถรุ่นนี้จะเป็นรถต้นแบบ แต่รูปลักษณ์ภายนอกทั้งหมดนั้นมีความใกล้เคียงกับรถที่จะผลิตออกจำหน่ายจริงในปีหน้าอย่างมาก เทรลเบลเซอร์จะเหมาะกับลูกค้าไม่เฉพาะในตะวันออกกลางเท่านั้น หากรวมถึงทุกภูมิภาคทั่วโลก” สตาดวิค กล่าว

ทางด้านแบรด เมอร์เคล ผู้บริหารสายยานยนต์สำหรับรถกระบะขนาดกลาง และเอสยูวี จีเอ็ม โกลเบิล ตอกย้ำว่า เทรลเบลเซอร์ นำเสนอการออกแบบที่โดดเด่น ความแข็งแกร่ง สมรรถนะ และความพิถีพิถัน ที่แข่งขันกับรถออฟโรดจากทั่วโลกได้อย่างสบาย

“ตลาดที่กำลังเติบโตทั่วโลก ต่างต้องการรถที่รองรับการใช้งานได้หลากหลาย นั่นหมายความว่า พละกำลัง และสมรรถนะ ต้องควบคู่ไปพร้อมกับความสะดวกสบายและความประหยัด” เมอร์เคล กล่าว “เทรลเบลเซอร์มีพร้อมทุกสรรพสิ่ง คุณสามารถลากได้ทุกสิ่ง ลุยไปได้ทุกที่ โดยรองรับผู้โดยสารได้ 7 ที่นั่งอย่างสบาย ตลอดจนความประหยัดจากเครื่องยนต์อันทรงคุณภาพ ถือเป็นความสมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง”

การออกแบบภายนอก – มัดกล้ามอันแข็งแกร่ง
ดีไซน์ภายนอกของเทรลเบลเซอร์ สร้างสรรค์โดยศูนย์การออกแบบของจีเอ็ม ในเมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล โดยมีดีเอ็นเอการออกแบบหลายส่วนที่ใช้ร่วมกันกับเชฟโรเลต โคโลราโด

ความโดดเด่นของการออกแบบภายนอก เริ่มจากส่วนของล้อและตัวถังของเทรลเบลเซอร์ ที่นำสายตาให้รถดูเหมือนพร้อมจะทะยานไปข้างหน้าตลอดเวลา (Body in-wheels out) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเชฟโรเลต ฝากระโปรงหน้าเน้นสันขอบบึกบึน โคมไฟหน้าโปรเจคเตอร์ เพิ่มความดุดันให้กับตัวรถ


อีกหนึ่งดีไซน์เอกลักษณ์ของเชฟโรเลต คือกระจังหน้าสองชั้น ดูอัลพอร์ท มีการใส่ใจในรายละเอียดของลวดลายกระจังหน้าให้ดูมีมิติ ตกแต่งเสริมด้วยอลูมิเนียมทั่วทั้งคัน ทั้งด้านหน้า ด้านข้างตัวรถ กระโปรงท้าย และราวหลังคา สีสันภายนอกโดดเด่นด้วยสีขาวมุกที่พ่นเคลือบถึงสามชั้น ไฟท้ายแบบแอลอีดี พร้อมไฟตัดหมอกหลัง

ความสะดุดตาของภายนอก ยังรวมถึง:
• เน้นความพิถีพิถันในการพัฒนาพื้นผิวของตัวถังภายนอก ทั้งฝากระโปรง ประตู และด้านท้าย ด้วยการผสมผสานชั้นแสงธรรมชาติเพื่อให้ดูสดใหม่ในทุกองศา
• ชุดไฟแอลอีดีทั้งด้านหน้าและด้านหลัง อยู่ในกรอบอลูมิเนียม สะดุดทุกสายตา
• ล้ออลูมิเนียมขัดเงาขนาด 20 นิ้ว คู่กับยางคูเปอร์ ซีออน แอลทีแซด
• กระจกมองข้างติดตั้งไฟเลี้ยวแอลอีดี


“เทรลเบลเซอร์ผสมผสานสมรรถนะในการขับขี่บนถนนออฟโรด เข้ากับการใช้งานในเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องการสะท้อนออกมาทางรูปลักษณ์ภายนอก” แมท นูน ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบของจีเอ็ม บราซิล กล่าว “เห็นได้ชัดว่า เราเพิ่มมัดกล้ามเข้าไป ขณะเดียวกัน เรายังเพิ่มเส้นสายที่ทำให้เทรลเบลเซอร์มีความโฉบเฉี่ยว คล่องตัว พร้อมกับความประณีตพิถีพิถันในแบบรถเอนกประสงค์เอสยูวีระดับพรีเมียม ที่จะทำให้ลูกค้าต้องการครอบครองสักคัน”

Chevrolet-TrailBlazer-cargo

การออกแบบภายใน – กว้างขวาง ประณีต และรองรับทุกการใช้งาน
เอกลักษณ์การออกแบบของเชฟโรเลต ถูกถ่ายทอดมาถึงห้องโดยสาร เพียบพร้อมด้วยความกว้างขวาง การดีไซน์ที่ดึงดูดให้น่าจับต้อง และความยืดหยุ่นรองรับทุกการใช้งาน

โครงสร้างในห้องโดยสารแบบดูอัลค็อกพิท เน้นความสมดุล ทำให้เทรลเบลเซอร์รุ่นใหม่ล่าสุดนี้ มีบุคลิกของรถยนต์นั่ง ควบคู่กับความบึกบึนของรถเอสยูวี เบาะสามแถวรองรับผู้โดยสาร 7 ที่นั่ง โดยผู้โดยสารแถวที่สาม สามารถนั่งได้อย่างสบายด้วยความกว้างขวางที่เหนือกว่ารถในระดับเดียวกัน

“เราพัฒนาที่นั่งให้รองรับได้หลากหลายรูปแบบ และใช้งานง่าย ไม่จำเป็นจะต้องอ่านคู่มือประจำรถก็สามารถปรับเปลี่ยนที่นั่งได้อย่างง่ายดาย” แมท นูน กล่าว “เบาะที่นั่งแถวที่สาม ไม่ได้เป็นที่นั่งเสริม แต่เป็นที่นั่งหลักที่ผู้โดยสารสามารถนั่งตลอดการเดินทางระยะไกลได้สบาย เมื่อผนวกความหรูหราเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้เทรลเบลเซอร์กลายเป็นรถเอนกประสงค์รองรับทุกการใช้งานอย่างแท้จริง”

ภายในห้องโดยสารยังรวมถึง:
• แผงคอนโซลบนเพดาน ควบคุมระบบปรับอากาศ และอินโฟเทนเมนท์
• เบาะแถวที่สองพับแยกส่วนได้ 60/40 และพับแบนราบได้ ขณะเดียวกัน ยังสามารถปรับเอนได้ 6 องศา พร้อมที่พักแขนเพื่อความสะดวกสบาย
• เบาะที่นั่งแถวที่สาม พับแยกส่วนได้ 50/50 และพับแบนราบได้
• เมื่อพับเบาะทั้งสามแถวให้นอนราบ จะเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระได้มหาศาล
• ช่องเชื่อมต่อ AUX ยูเอสบี และบลูทูธ

การตกแต่งสีสันในห้องโดยสารเน้นให้ตัดกันอย่างลงตัว ประกอบด้วย เบาะที่นั่งหนังสีอ่อน วัสดุลายไม้สีเข้ม ควบคู่กับโครเมียม เสริมให้ภายในดูหรูหรา ช่องเก็บของมากมายสำหรับผู้โดยสารในทุกที่นั่ง ซึ่งรวมถึงช่องเก็บของตรงกลางที่มีฝาปิดสำหรับเก็บสิ่งของมีค่า ขณะเดียวกัน ยังมีระบบปรับอากาศแยกส่วนแบบดิจิตอล และเทคโนโลยีควบคุมความบันเทิง และข้อมูลของรถอย่างอินโฟเทนเมนท์ รุ่นล่าสุดอีกด้วย 

สุดหรู!เบนท์ลีย์จีทีซีเปิดประทุน

สุดหรู!เบนท์ลีย์จีทีซีเปิดประทุน



เบนท์ลีย์มอเตอร์ เปิดตัว "คอนติเนนทัล จีทีซี" สปอร์ตเปิดประทุนสุดหรูที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยี

เผยโฉมออกมาแล้ว สำหรับ เบนท์ลีย์ คอนติเนนทัล จีทีซี (Continental GTC) ที่งาน LA Auto Show ในประเทศสหรัฐ



สาเหตุที่เบนท์ลีย์ มอเตอร์ ตัดสินใจเปิดตัวเจ้าเบนท์ลีย์ คอนติเนนทัล จีทีซี ที่เมืองลอสแองเจลิส ก็เพราะเห็นว่าตลาดสหรัฐคือตลาดที่เบนท์ลีย์ขายได้มากที่สุดในโลก และเชื่อว่าเบนท์ลีย์จะประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในมลรัฐแคลิฟอร์เนียใต้นี้ โดยเบนท์ลีย์ คอนติเนนทัล จีทีซี จะออกสู่ตลาดในปลายปีนี้

เบนท์ลีย์ คอนติเนนทัล จีทีซี (Bentley Continental GTC) โฉม 2012 มาพร้อมกับสี Breeze-Colored และมีการตกแต่งเป็นพิเศษสร้างความโดดเด่นไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้าโดดเด่นด้วยตัวถังหน้าด้านข้างที่ทำจากอะลูมิเนียม เพิ่มความลงตัวให้กับเส้นสายทางด้านหน้ารถ ส่วนทางด้านหลังได้รับการออกแบบแบบ Double-Horseshoe Design ที่เคยเห็นเป็นครั้งแรกในรุ่นมูลซานน์ (Mulsanne)

ขณะที่ประสิทธิภาพและสมรรถนะเครื่องยนต์ก็ใช่ย่อย ด้วยอัตราเร่งจาก 0-60 ไมล์ ในเวลาเพียงแค่ 4.5 วินาที พละกำลังสูงสุดอยู่ที่ 567 แรงม้า ระบบส่งผ่านกำลังหรือระบบเกียร์มาในรูปแบบ Quickshift หรือการเปลี่ยนระดับเกียร์ด้วยความรวดเร็วเพื่อพัฒนาการตอบสนองต่ออัตราเร่งให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น และลดเวลาในการเปลี่ยนระดับเกียร์ลงเหลือเพียงแค่ 200 มิลลิวินาที

ตัวถังของจีทีซี (GTC) ถือได้ว่ามีความแข็งแรงมั่นคงมากที่สุดในบรรดารถเปิดประทุน นอกจากนี้ตัวถังดังกล่าวยังทำหน้าที่ควบคุมระบบช่วงล่าง ลดการสั่นสะเทือน และช่วยให้รถจีทีซีคันนี้รักษาเสถียรภาพของรถในยามขับเคลื่อนได้อย่างดีเยี่ยม



ภายในห้องโดยสารของจีทีซี ได้รับการตกแต่งด้วยงานหัตถกรรมชั้นเยี่ยมจากเนื้อไม้และหนังชั้นเลิศตามแบบฉบับความเป็นเบนท์ลีย์ทุกประการ

เทคโนโลยีระดับชั้นนำต่างๆ ได้ถูกนำมาใช้ในการพัฒนาภายในห้องโดยสารให้โดดเด่นเช่นเดียวกัน เช่น ระบบความบันเทิง หรือ Infotainment System มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลแบบระบบสัมผัส ระบบค้นหาเส้นทางแบบป้อนรหัสไปรษณีย์ เพื่อง่ายต่อการค้นหาเส้นทางที่มาพร้อมกับหน่วยความจำที่สูงถึง 30 กิกะไบต์

เบาะนั่งที่ได้รับการออกแบบในรูปแบบ Cobra-Head ของจีทีซีจะมาพร้อมกับระบบ Neck Warmers ที่ให้ความอบอุ่นต่อลำคอผู้นั่ง และติดตั้งอยู่ทางด้านหลังของที่พักศีรษะอีกด้วย

ที่สำคัญเบนท์ลีย์ได้เพิ่มนวัตกรรมใหม่เข้าไปช่วยในเรื่องของเสียงอะคูสติกเพื่อความสุนทรีภายในห้องโดยสาร เมื่อเปิดหลังคาระบบเสียงที่อยู่ภายในห้องโดยสารจะไพเราะมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น เพราะการเพิ่มแผ่นป้องกัน Acoustically-Sensitive Undersheet เข้าไป รวมไปถึง Wheel Liners และแก้วทางด้านหน้าและด้านข้าง อีกทั้งหลังคายังมีโครงสร้างถึง 3 ชั้น และชั้นกลางนั้นทำจาก Rubber-Film นวัตกรรมใหม่ล่าสุดอีกด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Honda AX1

เป็นอีกคันที่อยู่ในครอบครอง 250cc สูบเดียว

Photobucket



Photobucket



Photobucket

“จีเอส250” เครื่องยนต์ 2.5 ลิตร ราคาประมาณ 3.8 - 4.2 ล้านบาท

















เลกซัสส่งตระกูล ‘จีเอส’ ใหม่รุกเก๋งหรู




“เลกซัส ประเทศไทย” เตรียมนำเข้าเก๋งโฉมใหม่ตระกูล “จีเอส” ท้าชนกับคู่แข่งที่ปรับโฉมไปก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเมอร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาส และบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์5 โดยเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ที่จะถึงนี้ 

วางคิวส่งรุ่น “จีเอส250” เครื่องยนต์ 2.5 ลิตร 215 แรงม้า เคาะราคาประมาณ 3.8-4.2 ล้านบาท ขณะที่ “จีเอส350” ขนาด 3.5 ลิตร 306 แรงม้า ตามมาขย่มซ้ำในเวลาไล่เลี่ยกัน หรือไม่เกินงานบางกอกฯ มอเตอร์โชว์ 2012 ราคาสูงสุดประมาณ 5 ล้านบาทต้นๆ จากเดิมรุ่นจีเอส300 ราคาแตะ 6 ล้านบาท 

เรียกว่างานนี้เลกซัสเปิดหน้าแลกหมัดกับคู่แข่ง ที่เป็นรถประกอบในประเทศแบบเต็มๆ ด้านรุ่นไฮบริด “จีเอส450เอช” ยังไม่อยู่แผนบุกตลาดระยะแรก คาดจะตามภายหลังในช่วงปลายปี


เก๋งหรูจากแดนปลาดิบ “เลกซัส” แบรนด์ในเครือของยักษ์ใหญ่ “โตโยต้า” รุกตลาดรถหรูเมืองไทยชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ มีการเปิดตัวรถใหม่ๆ ต่อเนื่อง อย่างเมื่อต้นปี 2554 ที่ผ่านมา เพิ่งเปิดตัว “เลกซัส ซีที200เอช” (CT200h) หลังจากส่งรถอเนกประสงค์แบบเอสยูวีรุ่น “อาร์เอ็กซ์270” น้องเล็กในตระกูลอาร์เอ็กซ์ (RX) ทำตลาดไปเมื่อปลายปีก่อนหน้า 

ทำให้รถที่เลกซัสนำเข้ามาทำตลาดในไทย ถือว่าค่อนข้างจะครบไลน์ทีเดียว ยิ่งตระกูลหลักๆ และมีการปรับโฉมใหม่มาค่อนข้างครบ มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ปกติ และรถไฮบริด เหลือเพียง “จีเอส ซีรี่ส์” (GS) ที่ถูกปลดระวาง และรอเปิดตัวโฉมใหม่สู่ตลาดแทน

ซึ่งกำหนดการณ์นั้นได้มาถึง เพื่อที่จะเปิดศึกกับคู่แข่งในตลาดเก๋งหรูขนาดกลาง ไม่ว่าจะเป็นเมอร์เซเดส-เบนซ์ หรือบีเอ็มดับเบิลยู ที่ต่างปรับโฉมรุกตลาดไปก่อนแล้ว 

สำหรับรถตระกูล “จีเอส” เปิดตัวสู่ตลาดครั้งแรกเมื่อปี 1993 นับเป็นรถยนต์อีกรุ่นหลักอยู่คู่กันมานานกับแบรนด์เลกซัส โดยถูกวางตำแหน่งทางการตลาด ให้แข่งขันกับบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์5, เมอร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาส และออดี้ A6 ซึ่งใน 2 เจนเนอเรชันแรกของจีเอส 

เป็นการนำรถยนต์ของโตโยต้าที่มีขายเฉพาะในตลาดญี่ปุ่น หรือ JDM-Japan Domestic Model มารีแบรนด์ หรือแปะโลโก้เลกซัสในชื่อรุ่นจีเอส(หรือรุ่นอริสโตในญี่ปุ่น) มาวางขายในตลาดโลกนั่นเอง 

การปรับกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ของเลกซัส มาถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เมื่อโตโยต้าต้องการนำแบรนด์เลกซัสเข้าไปรุกตลาดญี่ปุ่น ทำให้เลกซัสจำเป็นต้องออกแบบรถยนต์ของตัวเองขึ้นมาใหม่ เพราะไม่สามารถใช้วิธีแบบเดิมๆ ได้อีกแล้ว 

เหตุนี้โฉมใหม่ของทั้ง LS, GS(เจนเนอเรชันที่ 3) และ IS ถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่ ส่วนรถยนต์ JDM ของโตโยต้าทั้ง 3 รุ่น คือ เซลซิเออร์, อริสโต และอัลเทสซ่า ได้ถูกถอดออกจากตลาดไป เพื่อเปิดทางให้กับการเข้ามาของเลกซัสโฉมใหม่อย่างเต็มที่

ตามมาด้วย “จีเอส350” ขนาด 3.5 ลิตร วางราคาสูงสุดประมาณ 5 ล้านบาทต้นๆ 

เจนเนอเรชันที่ 3 ของรุ่นจีเอส ทำตลาดมาจนถึงปัจจุบัน และเมื่อไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ได้มีการเปิดตัวโฉมใหม่ หรือเจนเนอเรชันที่ 4 ของรถตระกูลจีเอส ในงาน Pebble Beach Concours d’Elegance ในแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งพัฒนาจากรถต้นแบบ “แอลเอฟ-จีเอช” (LF-Gh) 

ด้วยการสร้างสรรค์ด้วยแนวทางการออกแบบที่เน้นความสปอร์ต แต่ยังอยู่บนพื้นฐานแนวคิดเดิมแบบ L-Finesse โดยปรับปรุงสไตล์การออกแบบมาจากรถยนต์ต้นแบบ โดยเปลี่ยนรายละเอียดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานจริงบนท้องถนน

หลังจากโฉมใหม่ของเลกซัส จีเอส ได้เผยโฉมในสหรัฐอเมริกา และล่าสุดในงานโตเกียว มอเตอร์โชว์ 2011 ซึ่งได้มีการเปิดตัวจีเอสซีรี่ส์ครบทั้ง 3 โมเดล ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์เบนซิน รุ่น จีเอส250 (GS250), จีเอส350 (GS350) และรุ่นไฮบริด เลกซัส จีเอส450เอช(GS450h) นั่นหมายความว่าเก๋งหรูขนาดกลางตระกูล “จีเอส” พร้อมที่จะรุกตลาดทั่วโลก และนั่นรวมถึงประเทศไทย


จากรายงานข่าว เลกซัส ประเทศไทยเตรียมจะนำเข้า เลกซัส จีเอส มาเผยโฉมในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2011 เพียงแต่สถานการณ์ปัญหาน้ำท่วม ทำให้บรรยากาศไม่เหมาะสม จึงขยับกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2555 โดยเบื้องต้นจะทำตลาด 2 รุ่น คือ เลกซัส จีเอส250 และจีเอส350 ส่วนรุ่นไฮบริด จีเอส450เอช ยังไม่อยู่ในแผนช่วงแรกนี้ ซึ่งน่าจะมาในช่วงปลายปีเป็นลำดับต่อไป 

โดยเลกซัสได้แจ้งกำหนดการณ์เปิดตัวให้กับดีลเลอร์แล้ว ซึ่งวางเปิดตัวทำตลาดก่อนกับรุ่นจีเอส250 เคาะราคาอยู่ที่ประมาณ 3.8-4.2 ล้านบาท นับเป็นราคาที่ใกล้เคียงกับคู่แข่ง บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 5 และเมอร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาส ที่ประกอบในประเทศไทย

แต่เลกซัส จีเอส นำเข้าจากญี่ปุ่นทั้งคัน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการได้ลดภาษีนำเข้า ตามกรอบข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (Agreement between the Kingdom of Thailand and Japan for an Economic Partnership : JTEPA) หรือเจเทปป้า 

ขณะที่จีเอส350 จะเปิดตัวทำตลาดหลังจากนั้นในเวลาไล่เลี่ยกัน หรือในงานบางกอก มอเตอร์โชว์ 2012 ช่วงปลายเดือนมีนาคมปีหน้า โดยราคาสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาทต้นๆ จากเดิมราคาของเลกซัส จีเอส300 จะอยู่เกือบ 5.4-6 ล้านบาท





รุ่นไฮบริด “จีเอส450เอช” อาจจะตามมาทำตลาดภายหลัง
ในช่วงปลายปี 2555 

Nissan GT-R ...เร็วที่สุดในโลก

Guinness Book of World Records ยกให้GT-R เป็นรถผลิต 4 ที่นั่งที่เร็วที่สุดในโลก



 ซุปเปอร์คาร์สมรรถนะทะยานฟ้าในราคาชาวบ้าน(8-9 ล้านบาท ราคานำเข้าในไทย) Nissan GT-R ที่รู้จักในภาพของรถแรงจากญี่ปุ่นที่สามารถสยบซุปเปอร์คาร์อย่าง Porsche 911 ได้อยู่หมัดในเรื่องของความเร็ว ผลก็คือ ภาพลักษณ์ของรถญี่ปุ่นรุ่นนี้ดูดีขึ้นมาก จนยากที่จะบอกว่าด้อยกว่าใครในเรื่องสมรรถนะและศักดิ์ศรีหากมีการเปรียบ เทียบกันแบบหมัดต่อหมัดในรถระดับเดียวกัน



 ล่าสุด ความหล่อไม่ปราณีใคร Guinness Book of World Records ประเทศอิตาลี ระทวยในความแรงของ GT-R ยกให้เป็นรถผลิต 4 ที่นั่งที่เร็วที่สุดในโลก ด้วยอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลาเพียง 3.5 วินาที


ที่มา: http://www.youtube.com/watch?v=yDoJdQXmwu8&feature=player_embedded