วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

Lady Bug - ทำไมต้องเลดี้ บัค

Ladybug 
แมลงเต่าทอง
 


 
ชื่อเรียกอื่น : Ladybird, Lady Beetle 

รายละเอียดทั่วไป : “Ladybug” คือ แมลงเต่าทอง บางครั้งก็มีผู้เรียกว่า Ladybird และ Lady beetle มันจัดอยู่ในสายพันธุ์ที่มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์คือ Coccinellidae มีขนาดความยาวของลำตัวยาว 0.04 – 0.40 นิ้ว (1 – 10 มิลลิเมตร) ปีกของมันจะมีสีแดง หรือสีส้ม หรือมีบ้างที่มีสีเหลือง แต่ที่แน่ ๆ ทุกตัวจะต้องมีจุดวงกลมสีดำอยู่บนปีก 

แล้วทำไม มันจึงมีชื่อราวกับมีแต่ตัวเมียแบบนี้ มุขตลกนี้ถูกนำไปใช้ในหนังของดิสนีย์ด้วย ที่เต่าทองตัวผู้ ถูกเข้าใจว่าเป็นผู้หญิงตลอดเรื่อง 

 

ถ้าเราได้ทราบประวัติความเป็นมาของชื่อนี้ จะรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องตลก แต่เป็นเรื่องของศรัทธาในคริสตศาสนา 

 

นอกจากนี้ ชาวยุโรปยังมีธรรมเนียมความเชื่อว่า หากว่าวันหนึ่งมีแมลงเต่าทองบินเข้ามาในสวนของคุณ หรือถ้าคุณได้ประสบพบกับมัน เชื่อกันว่านี่คือสัญลักษณ์แห่งความโชคดี 

ความเชื่อเรื่องแมลงเต่าทอง หรือ Ladybug เป็นแมลงนำโชค คงต้องเท้าความย้อนกลับไปในสมัยกลางของยุโรป ในตอนนั้นได้เกิดแมลงศัตรูพืชมาทำลายพืชผลในทุ่งนา พวกชาวนาต่างอับจนปัญญา ได้แต่สวดมนต์อ้อนวอนพระแม่มารี ให้ขอต่อพระเจ้า เพื่อโปรดประทานความช่วยเหลือ 


 

เมื่อเสียงวิงวอนของชาวนาผู้น่าสงสารดังไปถึงพระแม่มารี อาศัยคำเสนอวิงวอนของพระมารดาพระเจ้า พระบิดาทรงตอบคำอธิษฐาน และได้ส่งแมลงเต่าทองตัวน้อย ๆ จำนวนมากมาจัดการกับพวกแมลงศัตรูพืชจนหมด ทำให้ช่วยรักษาพืชผลไว้ได้อย่างปลอดภัย เหล่าบรรดาชาวนา จึงพากันขนานนามเจ้าแมลงเต่าทองนี้ว่า “Ladybug” ซึ่งมาจากคำเรียกของคริสต์ศาสนิกชนยามเอ่ยพระนามของพระแม่มารีว่า “Our Lady” หรือ “แม่พระของพวกเรา” เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้ระลึกถึงเหตุการณ์ ที่พระแม่ทรงวิงวอนเพื่อพวกเขา 

ด้วยเหตุนี้คำว่า “Lady” จึงถูกนำมารวมกับ “Bug” ที่หมายถึงแมลงปีกแข็ง กลายเป็นคำเรียกแมลงเต่าทองนี้ว่า “Ladybug” มาตั้งแต่บัดนั้น 

เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น 

มีอยู่ข่าวหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องแมลงเต่าทอง ที่ย้อนรอยเหตุการณ์เมื่อครั้งสมัยกลางของยุโรปได้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แต่เหตุการณ์ในยุคใหม่นี้เกิดขึ้นจริง ๆ 

เมื่อปลายปี ค.ศ. 1880 ในปีนั้นเกิดเหตุฝูงแมลงบินเข้ามาทำลายต้นส้มของมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ในครั้งนั้นชาวสวนในแคลิฟอร์เนียได้ร่วมใจกันสั่งซื้อนำเข้าแมลงเต่าทอง 1,000 ตัว จากประเทศออสเตรเลีย หลังจากนั้นภายในสองปีจำนวนแมลงศัตรูพืชก็ถูกทำลายหายไปจนหมด ต้นส้มก็ออกผลได้ดังเดิมอีกครั้ง สร้างรายได้กลับคืนสู่ชาวสวนเหมือนเดิม นี่เท่ากับว่าเจ้าแมลงปีกแข็งลายจุดตัวน้อย ๆ หรือ “Ladybug” เหล่านั้น สามารถกอบกู้วิกฤติและลดการขาดทุนทางเศรษฐกิจได้นับพันล้านดอลลาร์เลยทีเดียว 




อ้างอิง-Alys R. Yablon. แปลและเรียบเรียงโดยปิยะแสง จันทรวงศ์ไพศาล. มหัศจรรย์แห่งลัญลักษณ์เครื่องรางและเคล็ดลับนำโชค. หน้าที่ 218 – 220. กรุงเทพฯ: บริษัท วี. พริ้นท์ (7991) จำกัด, 2552.

“ซีวิค โฉมใหม่” 5 รุ่นย่อย 773,000 -1,124,000 บาท

“ซีวิค โฉมใหม่” 5 รุ่นย่อย 773,000 -1,124,000 บาท 



       10 พ.ค. บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ยึด “พารากอน ฮอลล์” เปิดตัว “ซีวิค โฉมใหม่” อย่างเป็นทางการ ชูดีไซน์เฉียบคม แถมอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ขณะที่เครื่องยนต์ขนาด 1.8 และ 2.0 ลิตรบล็อกเดิมแต่พัฒนาให้รองรับแก๊สโซฮอลล์ อี85 โดยแบ่งเป็น 5 รุ่นย่อย ราคา773,000 -1,124,000 บาท พร้อมตั้งเป้ายอดขายภายในหนึ่งปี 35,000 คัน
       ฮอนด้า ซีวิค โฉมใหม่ เจเนอเรชันที่ 9 ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด ‘รถยนต์คอมแพ็คท์ที่โดดเด่นและล้ำสมัย’ ที่ได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับหลักอากาศพลศาสตร์ ด้วยรูปทรงแบบ Mono-form แสดงถึงเส้นสายของตัวถังที่ดูทรงพลัง ส่วนภายในห้องโดยสารออกแบบให้มีความล้ำสมัยแบบ Futuristic cockpit เบาะนั่งโอบกระชับตามสรีระผู้ขับขี่ พร้อมจัดวางรายละเอียดอย่างลงตัวทั้งด้านกว้างด้านยาว ด้วยแนวคิด “Man Maximum & Machine Minimum” ให้ความรู้สึกที่กว้างและสบายขึ้น 
      
       ขณะเดียวกันฮอนด้ายังเสริมเทคโนโลยีใหม่ๆอย่าง ระบบบังคับเลี้ยวพร้อมระบบช่วยผ่อนแรงแบบใหม่ที่เรียกว่า Motion Adaptive Electric Power Steering Systemรวมถึงหน้าจอแสดงผลอัจฉริยะ Intelligent Multi-Information Display (i-MID) ระบบช่วยการขับประหยัดน้ำมัน หรือ Eco Assist และระบบช่วยควบคุมการทรงตัว (VSA) รุ่นใหม่ 
       ซีวิค โฉมใหม่ ยกเว้นรุ่นNavi จะติดตั้งหน้าจอสีขนาด 5 นิ้วเพื่อแสดงข้อมูลอัจฉริยะ (i-MID) โดยจะทำหน้าที่แสดงผลข้อมูลเกี่ยวกับตัวรถ และข้อมูลเกี่ยวกับระบบเสียง รวมถึงหน้าปกของอัลบั้มเพลงนั้นๆ โดยผู้ขับสามารถที่จะปรับตั้งการทำงานของระบบต่างๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของตัวเอง รวมถึงการติดตั้งวอลล์เปเปอร์ของหน้าจอเป็นภาพที่ตัวเองต้องการ 
      
       ตลอดจนแผงมาตรวัดแบบ 2 ชั้น ช่วยลดระยะทางในการเคลื่อนที่ของสายตาในการมองเพื่อรับทราบข้อมูลต่างๆ จากชุดมาตรวัด แผงมาตรวัดเรืองแสงสีฟ้าพื้นสีขาว จะเรืองแสงขึ้นอัตโนมัติเพื่อต้อนรับผู้ขับขี่ในขณะที่ก้าวเข้าสู่ห้องโดยสาร และจะสว่างขึ้นแบบ 100% เมื่อเสียบกุญแจสตาร์ท
      
       ด้านเครื่องเล่นวิทยุ CD รองรับแผ่น CD-Rs WMA และไฟล์ MP3 พร้อมช่อง AUX USB และระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย Bluetooth (เฉพาะรุ่น 1.8E AT, 1.8E AT Navi และ 2.0EL Navi) มีระบบปรับระดับเสียงอัตโนมัติตามความเร็วรถ 
       นอกจากนี้ยังใส่ออปชัน ECON Mode ช่วยปรับแต่งค่าต่างๆ ของตัวรถให้มีความประหยัดน้ำมันในขณะขับขี่เพิ่มขึ้น ตลอดจนระบบช่วยการขับขี่แบบประหยัดน้ำมัน (Eco Assist) ซึ่งจะแสดงผลบนแผงมาตรวัดเพื่อช่วยให้ผู้ขับมีการพัฒนาและรักษารูปแบบการขับขี่แบบประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง 
      
       ในรุ่น 1.8E Navi และ2.0EL Naviมาพร้อมระบบนำทางรุ่นล่าสุดเป็นระบบนำทางที่เชื่อมต่อกับสัญญาณดาวเทียม โดยแสดงรายละเอียดของเส้นทางผ่านทางหน้าจอสีขนาด 6.5 นิ้ว และมีความจุของ Flash Memory ขนาด 16GB 
      
       ฮอนด้า ซีวิค โฉมใหม่ มี 2ทางเลือกเครื่องยนต์คือ i-VTEC 2.0 ลิตร SOHC 4 สูบ 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 155 แรงม้าที่ 6,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 190 นิวตัน-เมตร ที่ 4,300 รอบต่อนาที และเครื่องยนต์ i-VTEC 1.8 ลิตร SOHC 4 สูบ 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 141 แรงม้า ที่ 6,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 177 นิวตัน-เมตร ที่ 4,300 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด ที่ควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ Grade Logic Control พร้อม Direct Control และ Shift Hold System
       โดยเครื่องยนต์ทั้งสองรุ่นสามารถรองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 และมีอัตราการปล่อยไอเสียที่ต่ำตามมาตรฐาน EURO4
      
       ด้านระบบกันสะเทือนหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท และกันสะเทือนหลังแบบมัลติลิงค์ เสริมด้วยเหล็กกันโคลงทั้งด้านหน้าและหลัง ซึ่งซีวิค ใหม่ ในรุ่น S มาพร้อมกับล้อขนาด 15 นิ้ว รุ่น 1.8 E มาพร้อมกับล้อขนาด 16 นิ้ว ส่วนรุ่น 2.0 E มาพร้อมกับล้อขนาด 17 นิ้ว
      
       ส่วนความปลอดภัยมากับโครงสร้างตัวถังแบบ G-CON ที่ช่วยจัดการแรงกระแทกที่เกิดขึ้นจากการชนด้านหน้า และลดระดับความเสียหายอันเป็นผลมาจากการชนกันระหว่างรถ อีกทั้งยังเพิ่มอุปกรณ์มาตรฐาน อาทิ ถุงลมคู่หน้า Dual SRS, ถุงลมด้านข้างอัจฉริยะ i-Side Airbags ระบบช่วยควบคุมการทรงตัว VSA และระบบป้องกันล้อล็อก ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD ระบบพวงมาลัยแบบไฟฟ้าพร้อมระบบช่วยผ่อนแรงแบบใหม่ Motion Adaptive Electric Power Steering System ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมทิศทางของตัวรถได้อย่างแม่นยำ และช่วยลดการเกิดอาการหน้าดื้อโค้ง หรือท้ายปัดได้
       ราคาและออปชันของ ฮอนด้า ซีวิคโฉมใหม่ 5 รุ่น 
      
       รุ่น 1.8SMTราคา 773,000 บาท และ1.8S AT ราคา 828,000 บาท มาพร้อมไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ ระบบปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ปุ่ม ECONมาตรวัดระบบ MultiplexMeter พร้อมระบบเรืองแสง หน้าจอแสดงข้อมูลแบบอัจฉริยะ i-MID พร้อมพวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่นที่มีสวิตช์ควบคุมระบบ i-MID และเครื่องเสียง ช่องเชื่อมต่อ USB ช่อง AUX สำหรับอุปกรณ์ต่อพ่วง กุญแจรีโมทมัลติฟังก์ชั่นพวงมาลัยปรับระดับได้ 4 ทิศทาง เบาะที่นั่งเป็นเบาะผ้า ถุงลมคู่หน้า Dual SRS ระบบป้องกันล้อล็อก ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD และล้ออัลลอย 15 นิ้ว
      
       รุ่น 1.8E ATราคา 909,000 บาท และ1.8E ATNaviราคา 964,000 บาท ไฟตัดหมอกคู่หน้า วัสดุหุ้มเบาะเป็นเบาะหนังและวัสดุหนังสังเคราะห์เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้าได้ 8 ทิศทาง พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่นพร้อมสวิตช์ควบคุมระบบ i-MID และเครื่องเสียง พร้อมปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise ControlSystem) ระบบปรับอากาศอัตโนมัติวิทยุ-ซีดี MP3 แบบ 1 แผ่นระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย (Bluetooth)ระบบนำทางเนวิเกเตอร์พร้อมเครื่องเล่นดีวีดี และกล้องส่องภาพด้านหลัง (เฉพาะรุ่น 1.8 E AT Navi)และล้ออัลลอย 16 นิ้ว
       รุ่น 2.0EL AT Naviราคา1,124,000บาท มีอุปกรณ์เพิ่มเติมจากรุ่นย่อยอื่นๆ อาทิ ไฟหน้าแบบ HIDพร้อมระบบปรับระดับอัตโนมัติระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ (Honda Smart Key System) ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์แบบอัจฉริยะ (One PushIgnition System)ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Paddle Shift) ระบบนำทางเนวิเกเตอร์ พร้อมเครื่องเล่นดีวีดีและกล้องส่องภาพด้านหลังถุงลมด้านข้างคู่หน้าอัจฉริยะ i-Side Airbagsระบบช่วยควบคุมการทรงตัว VSA ที่มาพร้อมล้ออัลลอย 17 นิ้ว
      
       ฮอนด้า ซีวิค โฉมใหม่ มีให้เลือก 6 สีได้แก่ สีขาวฟรอสตี้(เมทัลลิก) และสีน้ำตาลเออร์เบินไทเทเนียม (เมทัลลิก) ซึ่งเป็น2 สีใหม่ นอกจากนี้ยังมีสีดำคริสตัล (มุก)สีเทาโพลิชเมทัล(เมทัลลิก) สีเงินอลาบาสเตอร์ (เมทัลลิก) และ
       สีขาวทาฟเฟต้า สำหรับสีภายในห้องโดยสาร รุ่น 1.8L จะเป็นสีเบจ และรุ่น 2.0L เป็นสีดำ 
      
       ทั้งนี้ฮอนด้าคาดหวังว่า ซีวิค โฉมใหม่ จะได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากตลาด โดยตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 35,000คันภายในหนึ่งปี
       
       
       
       
       
       
       
ขอบคุณ ผู้จัดการออนไลน์

สิริสวัสดิ์ศุกรวารค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เผยโฉม! คอนเซ็ปต์ iPhone 5 ตัวเครื่อง Liquid Metal


เผยโฉม! คอนเซ็ปต์ iPhone 5 ตัวเครื่อง Liquid Metal



 

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก nak-design.over-blog.fr

          เผยโฉมคอนเซ็ปต์ iPhone 5 ตัวล่าสุด ส่งตรงมาประเทศฝรั่งเศส มาพร้อมกับความโดดเด่นด้วยการดีไซน์แบบเฉียบขาดกับตัวเครื่องที่ทำจากวัสดุที่เรียกว่า Liquid Metal (ลิควิด เมทัล) ผลงานการออกแบบชิ้นนี้ เป็นของดีไซน์เนอร์ชาวฝรั่งเศสที่มีชื่อว่า Antoine Brieux โดยใช้ชื่อคอนเซ็ปต์นี้ว่า iPhone 5 LM ซึ่งย่อมาจาก iPhone 5 Liquid metal ส่วนคอนเซ็ปต์นี้จะมีอะไรน่าสนใจบ้าง มาติดตามกันเลย


iPhone 5 LM

          สำหรับภาพคอนเซ็ปต์ iPhone 5 LM ทางดีไซน์เนอร์ผู้นี้ ได้ออกแบบตัวเครื่องโดยใช้วัสดุที่เรียกว่า Liquid Metal ซึ่งเป็นโลหะ มีส่วนผสมหลักเป็นไทเทเนี่ยม นิกเกิล ทองแดง และ เซอร์โคเนี่ยม รวมไปถึงส่วนผสมจากเหล็กชนิดอื่น ๆ ซึ่งทำให้ลิควิดเมทัลมีน้ำหนักเบา มีความยืดหยุ่นและทนทานต่อรอยขีดข่วน อีกทั้งยังมีความเรียบมันวาวสวยงาม

          นอกจากนี้ผู้ออกแบบยังได้จินตนาการสเปคของ iPhone 5 LM เพื่อให้เข้ากับการดีไซน์ครั้งนี้อีกด้วย โดยมาพร้อมซีพียูแบบ Quad Core ใช้ชิปเซ็ต A6 ขนาดตัวเครื่อง 116.2 x 59.4 x 7.9 มม. หน้าจอขนาด 4.5 นิ้ว พร้อมด้วยกล้องถ่ายภาพความละเอียด 10 ล้านพิกเซลและปุ่ม Home แบบสัมผัส ถือว่าเป็นคอนเซ็ปต์ iPhone 5 ที่ครบเครื่องจริง ๆ ทั้งทางด้านการออกแบบ รวมไปถึงสเปคแบบแรง ๆ ของคอนเซ็ปต์ตัวนี้  ถ้าพร้อมแล้วมาติดตามชมภาพคอนเซ็ปต์ iPhone 5 LM ทั้งหมดกันเลย

iPhone 5 LM

iPhone 5 LM


iPhone 5 LM

iPhone 5 LM
iPhone 5 LM

          อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่านี่เป็นเพียงคอนเซ็ปต์การออกแบบผ่านไอเดียของผู้ที่ชื่นชอบในตัวสินค้าของแอปเปิล และ เชื่อว่าแฟน ๆ แอปเปิลหลายคน คงอยากเห็นคอนเซ็ปต์เกิดขึ้นและผลิตออกมาใช้งานกันแบบจริง ๆ อันนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับทางแอปเปิลว่าจะสนใจคอนเซ็ปต์เหล่านี้มากน้อยแค่ไหน ต้องรอลุ้นกันต่อไป ไม่แน่ในอนาคตหน้าตาไอโฟนอาจจะเปลี่ยนเป็นแบบคอนเซ็ปต์นี้ก็ได้

วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2555

Daihatsu Mira e:S


ถ้าหากถามว่ารถยนต์ซิตี้คาร์รุ่นอะไรที่เคยผ่านตาคนไทยมาแล้วในอดีต ชื่อหนึ่งที่จะถูกพูดถึงนั้นก้คงไม่พ้น Daihatsu Mira ที่แม้มันจะไม่จำหน่ายในไทยแล้วก้ตามแต่หลายคนก็ยังคิดถึงและใฝ่หา ที่วันนี้ที่ญี่ปุ่นเปิดตัวรถรุ่นใหม่ที่มาพร้อมตัวเลข 30กิโลเมตรต่อลิตร
Daihatsu Mira e:S
Daihatsu Mira e:S นับเป็นการกลับมาอีกครั้งของซิตี้คาร์คันจิ๋วในประเทศญี่ปุ่นหลังจากเมื่อช่วง 2 ปีก่อนหน้านี้ ค่ายรถยนต์เจ้านี้เคยเผยตัวถังแบบ 3 ประตู ออกมาเป้นต้นแบบ แต่เมื่อเอาเข้าจริงมันก็กลายเป็นรถ 5 ประตู ที่เผยความเป้นตัวตนตั้งแต่บรรพบุรุษ
เส้นสายที่งดงามและอ่อยช้อยในแบบฉบับเล็กน่ารักนั้นยังตอบโจทย์ที่ถ่ายทอดจากรุ่นเก่าสู่รุ่นปัจจุบันผ่านความน่ารักตั้งแต่ใบหน้าจรดบั้นท้ายอย่างลงตัวในแบบรถยนต์ 5ประตู มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ หรือถ้าชอบขับสนุกอีกนิดในสไตล์ขับเคลื่อน 4 ล้อ ก็สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ และรุ่นใหม่นี้ยังมีน้ำหนักเบาะกว่ารุ่นเก่าถึงเปือบ 60 กิโลกรัมมาพร้อมล้ออัลลอยขอบ 14 นิ้ว รัดด้วยยาง 155/65 R14
Daihatsu Mira e:S
ใต้ฝากระโปรงนั้นตามกฏของรถ Kei Car นั้นจะต้องใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กไม่เกิน 660 ซีซี ซึ่ง Daihatsu Mira e:S นี้ก็ใช้ขุมพลัง 3 สูบ 658 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 52 แรงม้า ที่ 6800 รอบต่อนาที และแรงบิด 60 นิวตันเมตร ทั้งหมดจับคู่พร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT และเมื่อทดสอบในโหมด JC08 ที่มาแทน 10-15 สามารถพิชิตตัวเลข 30 กิโลเมตร/ลิตรได้อย่างสบาย หรือถ้าเทียบมาตรฐานเดิมนั้นได้ก็ประมาณ 32 กิโลเมตรต่อลิตรเท่านั้น
Daihatsu มั่นใจว่า Daihatsu Mira e:S นั้นจะสามารถจำหน่ายได้มากถึง 10,000คันต่อเดือนในช่วงขวบแรก และยังจำหน่ายในหลายประเทศ รวมถึงอินโดนีเซียด้วย