วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555

New Honda City CNG เตรียมเปิดตัวปลายสิงหาคมนี้





New Honda City CNG เตรียมเปิดตัวปลายสิงหาคมนี้

New Honda City CNG เตรียมเปิดตัวปลายสิงหาคมนี้
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก cardekho.com

          สำหรับหลายคนที่ตอนนี้กำลังรอคอยอยู่ว่า เมื่อไหร่ทางบริษัทฮอนด้าจะทำการเปิดตัว นิว ฮอนด้า ซิตี้ รุ่น ซีเอ็นจี (New Honda City CNG) ออกมาให้ยลโฉมกันเสียที ล่าสุดได้มีการเปิดเผยแล้วว่า นิว ฮอนด้า ซิตี้ รุ่นซีเอ็นจี พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการแน่นอน ในวันที่ 28 สิงหาคมนี้แล้ว

New Honda City CNG เตรียมเปิดตัวปลายสิงหาคมนี้

          ทางบริษัทฮอนด้า ออโต้โมบิล (ประเทศไทย) จำกัด วางแผนเปิดตัวรถยนต์ส่วนบุคคล นิว ฮอนด้า ซีตี้ ซีเอ็นจี แบบการใช้พลังงานก๊าซธรรมชาติแบบอัด ซึ่งฮอนด้าจะเริ่มใช้กับรุ่นนี้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยมีการจำหน่ายพร้อมกัน 2 รุ่นคือ รุ่น เอส ซีเอ็นจี เอที (S CNG AT) และรุ่น วี ซีเอ็นจี เอที (V CNG AT) โดยมีการปรับปรุงระบบให้แตกต่างจาก นิว ฮอนด้า ซิตี้ จากเดิมเล็กน้อย โดยมีให้เลือกทั้งหมด 5 สี คือ สีขาวทาฟเฟต้า สีเงินอลาบาสเตอร์ (เมทัลลิก) สีเทาโพลิซเมทัล (เมทัลลิก) สีดำคริสตัล (มุก) สีแดงคาร์เนเลียน (มุก) และสีน้ำตาลสปาร์คลิ่ง (เมทัลลิก) ซึ่งทั้งหมดจะตกแต่งภายในเป็นสีเบจ

New Honda City CNG เตรียมเปิดตัวปลายสิงหาคมนี้

          ด้านเครื่องยนต์นั้นเป็นแบบซิงเกิลโอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ (SOHC) 4 สูบ 16 วาล์ว i-Vtec ความจุ 1,497 ซีซี เหมือนฮอนด้า ซิตี้รุ่นเดิม แต่ปรับปรุงเพิ่มเพื่อการรองรับก๊าซธรรมชาติอัดโดยเฉพาะ กำลังสูงสุด 102 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 127 นิวตันเมตร ที่ 4,800 รอบต่อนาที ระบบเกียร์เป็นแบบอัตโนมัติ 5 สปีด ระบบเบรกล้อหน้าแบบดิสก์เบรก ระบบเบรกล้อหลังแบบดรัมเบรก มิติตัวถังรถยาว 4,415 มิลลิเมตร กว้าง 1,695 มิลลิเมตร สูง 1,470 มิลลิเมตร รองรับน้ำมันได้สูงสุดถึงแก๊สโซฮอล์ อี 20 ถังบรรจุขนาด 65 ลิตรพร้อมแผงกั้น มีการติดตั้งระบบจ่ายก๊าซเป็นแบบหัวฉีด มีสวิตซ์เลือกใช้ชนิดเชื้อเพลิงและแสดงการใช้ปริมาณภายในของห้องโดยสาร ซึ่งทั้งหมดนี้จะมีการติดตั้งตามมาตรฐานจากโรงงานประกอบโดยตรง พร้อมการรับประกันจากบริษัทฮอนด้าอีกด้วย แต่สำหรับราคานั้นยังไม่มีการเปิดเผยแต่อย่างใด ซึ่งคาดว่าคงได้ทราบพร้อมกันในวันที่ 28 สิงหาคมนี้อย่างแน่นอน

New Honda City CNG เตรียมเปิดตัวปลายสิงหาคมนี้

New Honda City CNG เตรียมเปิดตัวปลายสิงหาคมนี้

New Honda City CNG เตรียมเปิดตัวปลายสิงหาคมนี้

New Honda City CNG เตรียมเปิดตัวปลายสิงหาคมนี้

New Honda City CNG เตรียมเปิดตัวปลายสิงหาคมนี้

ปล. ยังไม่เห็นมีอะไรแตกต่าง จากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

เรื่องน่ารู้ ไม่เกี่ยวกับรถ

ขอโทษที่อาจทำให้ แฟนานุแฟน ผิดหวัง แต่ก็มีประโยชน์นะ

Use a (clean) dustpan to fill a container that doesn’t fit in   
the sink   
 


Description: cid:image001.jpg@01CD3E23.92678E10



 
 
 
Place a rubber band around an open paint can to wipe your   
brush on, and keep paint off the side of the can   
 


Description: cid:X.MA2.1338306406@aol.com



 
   
 
Use a staple remover to save your fingernails when trying   
to add things to your key ring!   
  
Description: cid:image002.jpg@01CD3E23.92678E10
 
 
 
Put wooden spoon across boiling pot of water to keep from boiling over. 
 
Description: cid:X.MA4.1338306406@aol.com
 
 
 
 
Use bread clips to save flip-flops with split holes.  
 
Description: cid:image003.jpg@01CD3E23.92678E10
 
 
 
 
How to put shoes in the dryer  
 


Description: cid:image004.jpg@01CD3E23.92678E10


Description:
 cid:image005.jpg@01CD3E23.92678E10
 
 
 
 
Use sunglasses or a small convex mirror to avoid people   
sneaking up on you while wearing headphones at work 
 
Description: cid:image006.jpg@01CD3E23.92678E10
 
 
 
H ow to keep the straw from rising out of your soda can 
  
Description: cid:image007.jpg@01CD3E23.92678E10
 
 
 


Use a microfiber cloth to prevent frost from forming on the windshield. 
 
Description: cid:X.MA10.1338306406@aol.com
 
 
 
 
Use a Comb to Keep a Nail Steady for Hammering 
 
Description: cid:X.MA11.1338306406@aol.com
 
 
 
 
Use a post it note to catch drilling debris. 
 
Description: cid:X.MA12.1338306406@aol.com

วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2555

สำหรับแฟนรถยนต์มือสอง

เคล็ดลับดี ๆ สำหรับการเลือกซื้อรถยนต์มือสอง

เคล็ดลับดี ๆ สำหรับการเลือกซื้อรถยนต์มือสอง

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

           ตาม ปกติทั่วไปแล้ว ถ้าคุณคิดจะซื้อรถยนต์มือสองมาสักคันหนึ่ง คุณคงตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราควรเลือกซื้ออย่างไรดี ซื้อมาแล้วจะคุ้มหรือไม่ เนื่องจากเป็นสินค้ามือสองทำให้คุณต้องใช้ความคิดอย่างหนักเลยทีเดียว เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ดีขึ้น เราขอแนะนำเคล็ดลับดี ๆ ในการเลือกซื้อรถยนต์มือสองเบื้องต้น รับรองได้ว่าไม่ผิดหวังแน่นอน 

 1. หาข้อมูล

           หากว่า ตอนนี้คุณยังไม่มีไอเดียเลยว่าควรเลือกรถแบบไหนดี การลองหาข้อมูลของรถอาจช่วยคุณได้บ้าง ลองตั้งงบประมาณเบื้องต้นของรถที่คุณคิดจะซื้อ จากนั้นก็ลองหาข้อมูลดูว่ามีรถรุ่นไหนบ้างที่ราคาเท่ากับที่คุณคาดเอาไว้ ต่อมาก็ลองดูความคิดเห็นของรถที่คุณสนใจอยู่จากเว็บไซต์รีวิวรถ หรือลองถามเพื่อนที่มีความรู้และช่างที่คุณคุ้นเคยก็ได้ สุดท้ายคุณก็ตัดตัวเลือกให้เหลือเพียงแค่คันเดียวแล้วพิจารณาดูศูนย์จำหน่าย รถหลาย ๆ ที่ด้วยว่าราคาจากศูนย์ไหนที่คุณพึงพอใจมากที่สุด

 2. ตรวจสอบตัวรถเบื้องต้น

           คง เป็นเรื่องที่ดีกว่าถ้าคุณลองตรวจสอบรถดูก่อนว่ามีจุดบกพร่องตรงไหนบ้าง สำหรับด้านนอกรถพยายามเช็คดูว่าตัวรถประตูข้างมีรอยบุบหรือรอยขีดข่วนไหม โดยลองดูให้หมดทั้งจุดที่คุณมองด้วยตาเปล่าเห็น ส่วนบริเวณภายในตัวรถนั้นต้องตรวจสอบระบบเสียง เบาะที่นั่ง พรมหน้าปัดรถ เครื่องปรับอากาศ ทั้งหมดอย่างระมัดระวังว่ายังใช้ได้อย่างที่ควรจะเป็นหรือเปล่า ตรวจดูเข็มระยะทางด้วยว่าสัมพันธ์กับปีที่ผลิตหรือปีที่บอกกล่าวในใบประกาศ ขายด้วย เพราะไม่แน่คุณอาจโดนย้อมแมวอยู่ก็เป็นได้

 3. เครื่องยนต์

           นี่ อาจเรียกได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้สำหรับการเลือกซื้อรถยนต์ ซึ่งทางที่ดีควรมีผู้ชำนาญด้านเครื่องยนต์ไปตรวจสอบด้วย ลองสตาร์ทเครื่องดูว่าเครื่องยนต์มีสภาพเป็นอย่างไร ติดง่ายหรือไม่ เครื่องยนต์เดินสะดวกไม่มีอาการสะดุดหรือเปล่า และลองฟังเสียงเครื่องยนต์ขณะเร่งด้วยความแรงสูงสุดและต่ำสุดด้วยว่ามีเสียง ผิดปกติเกินไปหรือไม่อีกด้วย

 4. บริเวณฝากระโปรงรถ

           ตรวจ ภายในฝากระโปรงรถดูด้วยว่าเริ่มมีสนิมจับ รอยบุ๋มลึก หรือร่องรอยเสียหายอื่น ๆ อยู่หรือเปล่า นอกจากนั้นตรวจสอบท่อและและสายพานดูด้วยว่ามีรอยฉีกขาดหรือไม่ สังเกตแบตเตอรี่ด้วยว่ามีน้ำรั่วซึมไหม เพราะอาจเกิดขึ้นได้จากการดูแลรักษาที่ไม่ดีพอ และอย่าลืมเปิดฝาน้ำมันแล้วสังเกตด้วยว่ามีสารตกค้างเป็นฟองสีขาวเนื่องจาก เคยเกิดการรั่วมาก่อนหรือเปล่า
เคล็ดลับดี ๆ สำหรับการเลือกซื้อรถยนต์มือสอง

 5. ทดลองขับ

           ควร ทดลองขับเพื่อเช็คสภาพรถให้แน่ใจว่ารถมือสองที่คุณจะซื้อนั้นสามารถวิ่งบน ท้องถนนได้ตามสมรรถนะของรถอย่างเต็มที่มากน้อยขนาดไหน โดยก่อนเริ่มขับรถให้หมุนพวงมาลัยซ้ายขวาดูความลื่นไหลของพวงมาลัย หลังจากนั้นให้ฟังเสียงเครื่องยนต์ขณะที่แล่นอยู่ ลองตรวจสอบระบบเบรกโดยการขับด้วยความเร็วระดับต่ำแล้วเหยียบเบรกดู ถ้าเกิดมีเสียงอะไรแปลก ๆ หรือมีอาการสั่นขณะที่เหยียบและเหวี่ยงไปมาก็คงไม่ดีแน่ อาจเป็นเพราะแคลิปเปอร์ของเบรกไม่ดีหรืออุปกรณ์เสื่อมสภาพก็เป็นได้

 6. เอกสาร

           ตรวจ สอบให้แน่ใจว่าเอกสารการซื้อขายรถนั้นมีพร้อมอย่างครบถ้วน หนังสือสัญญาซื้อขาย สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ขาย พร้อมหลักฐานของรถต่าง ๆ ทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ตรวจดูพวกรหัสเครื่องยนต์ เลขทะเบียนรถด้วยว่าตรงกับหลักฐานของรถทุกประการหรือไม่

 7. ชำระเงิน

           หากว่า คุณตัดสินใจแล้วที่จะซื้อรถจากศูนย์หรือบุคคลนั้นแล้ว คุณอาจต่อรองราคาที่ต่ำกว่าราคาขายเริ่มต้นได้หากว่าสภาพรถดูแย่กว่าที่ ประกาศขายในตอนแรก ที่สำคัญอย่าลืมเก็บใบเสร็จรับเงินเอาไว้ด้วยเมื่อทำการชำระเงินกับผู้ขาย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

           แม้ ว่าการดูรถยนต์มือสองว่ามีความพร้อม สามารถใช้งานได้ดีตามที่ต้องการอาจกินเวลาของคุณไปบ้าง แต่ขอบอกไว้เลยว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากคุณไม่ได้ตรวจสอบรถคันนั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก็อาจเกิดปัญหาทั้งหลายแหล่ตามมาเป็นพรวนอย่างเช่น ถ้ารถของคุณสภาพไม่ดีพอ ก็อาจเกิดอุบัติเหตุได้เมื่อนำมาขับ หรือถ้าเป็นรถที่ถูกโจรกรรมมา คุณก็อาจถูกตำรวจจับเพราะรับซื้อของโจรได้ จำให้ขึ้นใจเลยสำหรับสุภาษิต "ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม" ซึ่งเป็นคำพูดที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการเลือกซื้อรถมือสองของคุณ

วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2555

Concept Car : 12 สุดยอดรถในฝัน

ในวงสนทนาของหนุ่มๆ ที่สนใจในเรื่องเครื่องยนต์กลไกและหลงใหลความเร็วความแรง ไปจนกระทั่งความเท่ความคูล กระแสความสนใจอย่างหนึ่ง พุ่งไปที่ฟากของ Concept Car หรือรถในความคิด ยนตรกรรมแห่งอนาคต ที่หลายคนใจจดใจจ่อรอคอยว่า เมื่อไหร่ รถเหล่านั้น จะกลายจากความฝันมาเป็นจริงสักที

ที่ผ่านมา มีหลายค่ายหลายสำนักในโลกแห่งรถยนต์ ต่างเปิดตัว “รถในโลกแห่งอนาคต” ของตัวเอง กันอยู่เรื่อยๆ ซึ่งมีรุ่นไหน ยี่ห้อใดบ้างนั้น นิตยสาร ZOO WEEKLY ของไทยเรา ได้ประมวลมาให้ชม เรียกน้ำย่อย สำหรับผู้ฝันใฝ่ในยนตรกรรมแห่งโลกอนาคต

1.Lamborghini Aventador J
รถต้นแบบสดๆ ร้อนๆ ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาในงาน เจนีวา มอเตอร์ โชว์ จะว่าไป มันก็คือ รุ่นเปิดประทุนของ Lamborghini Aventador (LP 700-4) นั่นเอง นอกจากจะเอาหลังคาออกไปแล้ว โครงสร้างภายนอกอย่างอื่นยังได้ปรับเปลี่ยนอีกด้วย รวมถึงกระจกหน้า ทำให้น้ำหนักของมันลดลงมาเหลือ 1,575 กิโลกรัมเท่านั้น จะเหมือนก็แค่เครื่องยนต์ที่ยังใช้เครื่อง V12 ขนาด 6.5 ลิตร พร้อมกำลัง 700 แรงม้า ราคาเริ่มต้นก็ประมาณเกือบๆ 90 ล้านบาทแบบไม่รวมภาษี แค่นั้นเอง!!

2.Lamborghini Gallardo Concept s
นี่ก็เปิดตัวในงานเดียวกันกับคันที่ผ่านมา เมื่อปี 2005 นอกจากจะไม่มีกระจกหน้าแล้ว ยังมีส่วนคล้ายกับรถแบ็ทแมนเหมือนกัน ส่วนเครื่องยนต์เขาใส่เครื่อง V10 ขนาด 5 ลิตร กำลัง 490 แรงมั้า และทำความเร็วได้สูงถึง 325 กม./ชม.

3.Ferrari Pinin
ใช่ว่ารถของเฟอร์รารี่จะเป็นแค่รถสปอร์ตที่มีแค่ 2 ประตูเสมอไป เพราะถ้าย้อนกลับไปในปี 1980 ค่ายม้าลำพองรายนี้ได้ใช้เวทีตูริน มอเตอร์โชว์ ปล่อยรถต้นแบบอย่าง Ferrari Pinin ออกท้าสายตาประชาชนมาแล้ว โดยตอนนั้นเขาทำมันออกมาในวาระฉลอง 50 ปีให้กับ Pininfarina ค่ายออกแบบยานยนต์ชื่อดังในอิตาลี Pinin ใช้เครื่องยนต์ V12 ขนาด 5 ลิตร กำลัง 360 แรงม้า (268 กิโลวัตต์) พร้อมด้วยการตกแต่งภายในด้วยหนังสีแทน

4.Lexus LFA Roadster
ลำพังแค่ชื่อ Lexus ก็บ่งบอกอยู่แล้วว่ามันเป็นชื่อของรถหรูๆ เท่ๆ จากแบรนด์ Toyota เมื่อปีก่อน เจ้า LFA ตัวจริง ก็ได้ฤกษ์ผลิตออกมาเสียที แต่ถ้าย้อนกลับไปอีกนิดเมื่อปี 2008 ทาง Lexus ก็เคยเปิดตัวรถรุ่นนี้ในเวอร์ชั่นเปิดประทุนมาแล้ว ก่อนที่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา จะไปดริฟท์โชว์ในงานโตเกียว ออโต ซาลอน แล้วทางค่ายก็ออกมายืนยันว่า เจ้า Roadster คันนี้น่าจะออกมาราวปี 2014 และจะผลิตเพียง 500 คันเท่านั้น

5.Mazda Furai
คำว่า Furai ในภาษาญปุ่น มีความหมายในภาษาอังกฤษว่า Sound of the Wind หรือในภาษาไทยก็คือ “เสียงแห่งลม” มันมาพร้อมเครื่องยนต์ที่ซดแต่เอธานอลอย่างเดียว ก่อนจะแปะหมายเลข 55 ของรถแข่ง Mazda 787B รถญี่ปุ่นเพียงหนึ่งเดียวที่เคยชนะในการวิ่ง 24 Hours of Le Mans (1991)

6.Holden Hurricane
Hurricane ถูกผลิตออกมาเพียง 1 คันเท่านั้นโดยค่าย Holden เพื่อเป็นรถต้นแบบ ด้วยเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.2 ลิตร 259 แรงม้า (193 กิโลวัตต์) ความสูงเพียงแค่ 99 มม.จากพื้นดิน บวกกับประตูที่หายไป

7.BMW i8 Concept
i8 หรือที่ตอนแรกใช้ชื่อว่า BMW Concept Vision Efficient Dynamics คือรถภายใต้ Project I ซึ่งก็คือโครงการรถไฟฟ้าพลังไฮบริด จาก BMW มันมาพร้อมกับเครื่องเบนซิล 3 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร และมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 96 กิโลวัตต์ รวมแล้วเกือบๆ 350 แรงม้า โดยทางค่ายยืนยันว่าจะปล่อยตัวจริงออกมาภายในปี 2013 แน่นอน

8.Bentley Hunaudieres
เปิดตัวเมื่อปี 1999 พร้อมเครื่องยนต์ 16 สูบ W16 ของ Volkswagen ขนาด 8 ลิตร 623 แรงม้า (466 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุดที่ 760 นิวตันเมตร ขับเคลื่อนผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และทำความเร็วสูงสุดไว้ที่ 350 กม./ชม. ฟังดูเหมือนไม่มีอะไรมากมาย แต่ถ้าบอกว่าเจ้ารถคันนี้คือรถต้นแบบของ Bugatti Veyron (Bugatti คือบริษัทในเครือ Volkswagen เช่นเดียวกับ Bentley) รถที่ครองตำแหน่งรถแรงที่สุดในโลก เจ้าของสถิติความเร็ว 431 กม./ชม. ก็คงต้องร้องอ๋อแน่ๆ

9.BMW M3 Pickup
นี่ก็ถูกผลิตออกมาเพียงหนึ่งคันเท่านั้น ตอนแรกก็นึกว่าเป็นข่าวโกหก แต่ไปๆ มาๆ ทาง BMW ก็บอกว่า เขามีอยู่จริงๆ ก็ใครจะไปนึกว่า ค่ายรถเท่ๆ อย่าง BMW จะออกรถกระบะมาให้ชมกัน รูปร่างภายนอกก็เป็น BMW ที่ตัดเอาเบาะด้านหลังออก แล้วใส่กระบะหลังเข้าไปแทน แถมยังรับน้ำหนักบรรทุกได้มากกว่า 450 กก. แล้วความจุที่ว่าก็สามารถยัดเอาถุงกอล์ฟขนาดมาตรฐานลงไปได้ถึง 20 ใบ ส่วนเรื่องความแรงก็แจ๋วไม่น้อย เพราะเขาใช้เครื่องขนาด 4 ลืตร และเร่งความเร็วได้ถึง 300 กม./ชม. แม้จะเรียกไม่ได้เต็มปากว่าเป็นรถแนวคิด แต่ถ้ามันผลิตออกมาจริงๆ ก็คงดีไม่น้อย

10.Terrafugia Transition
หลายคนคงเคยฝันว่า เมื่อไหร่หนอ เขาจะมีรถที่สามารถบินได้กับเขาเสียที แล้วในที่สุด ความฝันที่ว่าก็เป็นจริง เมื่อบริษัทอเมริกันที่ชื่อ Terrafugia ได้ทำรถต้นแบบที่สามารถบินได้จริงๆ แล้ว หลังจากค่อย/ๆ เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ปี 2009 และในที่สุด ทางค่ายก็บอกว่าอาจได้เห็นมันบินจริงๆ ภายในปีหน้าก็เป็นได้

11.Rinspeed Squba Concept
ใครที่เคยดูหนังสายลับอย่างเจมส์ บอนด์ คงต้องนึกถึงรถสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกกันแน่ๆ ว่าแล้วทางค่ายรถจากสวิตเซอร์แลนด์อย่าง Rinspeed ก็เลยเอาแรงบันดาลใจจาก The Spy Who Loved Me แล้วเอา Lotus Elise มาเป็นต้นแบบในการพัฒนารถคันนี้ โดยเจ้ารถดำน้ำ มันมาพร้อมกับเครื่องยนต์ไฟฟ้าล้วนๆ ที่ดึงพลังงานมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว (2 ตัวไว้ใช้ในน้ำ) สามารถดำน้ำได้ลึกถึง 10 เมตร ด้วยความเร็ว 6 กม./ชม.เหนือน้ำ และ 3 กม./ชม. ที่ใต้น้ำ น่าเสียดายที่ตอนนี้ยังไม่มีอะไรคืบหน้าเท่าไหร่เกี่ยวกับเจ้ารถคันนี้

12.GM EN-V Concept
อีกหนึ่งรถต้นแบบจากค่าย GM ที่ทุกคนต่างเฝ้ารอว่าเมื่อไร มันจะกลายเป็นของจริงเสียที กับรถแนวคิดชนิดไฟฟ้าของคนเมืองขนาด 2 ที่นั่ง พร้อมรูปร่างอย่างกับแคปซูลอวกาศ


วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

คลี่ปมปริศนา! ยายฆ่าหลานแท้ๆ นี่หรือสังคมไทย?

       จากกรณีน้องเบิร์ด เด็กนักเรียนชั้น ม.1 ถูกฆาตกรรมภายในคอนโดฯนั้นเป็นคดีสะเทือนขวัญคนในสังคมเพราะเกิดขึ้นกับเยาวชนไทย และเมื่อมีการแถลงข่าวการจับกุมคนร้าย กลับกลายเป็นยายแท้ๆ ทำให้คดีพลิกเปลี่ยนเป็นคดีความรุนแรงในครอบครัว จึงยิ่งสร้างความหดหู่ใจให้แก่คนไทยอย่างมาก และเป็นคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนในสังคมทุกวันนี้
       
       การแถลงข่าววันนี้ จึงคลี่ปมของคดีได้อย่างกระจ่างชัด เมื่อสุดท้ายยายแท้ๆ ซึ่งเคยมีคดียิงสามีตัวเองตายมาก่อน เป็นคนที่ฆาตกรรมน้องเบิร์ด หลานในไส้ของตัวเองที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่ 2 ขวบ เนื่องจากพ่อเด็กเสียชีวิตไปแล้ว จึงหักล้างกับคำให้การก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง และยอมรับสารภาพพร้อมหลักฐานมัดตัว คือ ผลการตรวจดีเอ็นเอเส้นผม รวมทั้งการแกะรอยจากรองเท้าแตะของผู้ตายที่ไม่ได้สวมใส่ขณะพบศพ
       
        ความรู้สึกกดดัน บวกกับกลัวการถูกทำร้ายจากหลานชายที่เคยขู่ไว้ จึงพลั้งมือใช้ไม้ทุบศีรษะจนเด็กแน่นิ่งไป ก่อนจะลากไปทิ้งไว้ที่บันไดหนีไฟของอาคาร เพื่อหนีความผิด จึงกลายเป็นอุทาหรณ์สะท้อนใจว่า เรื่องราวโหดร้ายเช่นนี้ไม่น่าเกิดขึ้นกับคนในครอบครัวเดียวกัน
       
       “ครอบครัว” ต้นเหตุความรุนแรง
        นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ความรุนแรงของคนในครอบครัวที่เพิ่งเคยเกิดขึ้นครั้งแรก ทุกวันนี้ในสังคมไทยมีแต่ความร้าวฉาน ครอบครัวแตกแยก เกิดการทะเลาะวิวาท ทำร้ายทุบตีกันของคนภายในครอบครัว และกลายเป็นปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน
       
        สมชาย เจริญอำนวยสุข ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กล่าวว่า ทุกวันนี้ทักษะในการแก้ปัญหาของคนในครอบครัวโดยไม่ใช้ความรุนแรงยังไม่มี อย่างเช่นกรณีนี้ยายสอนหลาน แล้วหลานไม่ฟัง จึงแก้ปัญหาโดยใช้อารมณ์ด้วยการทำร้ายหลาน เพราะคิดว่าการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง คือทางออกของการยุติปัญหา
       
        “การเกิดความรุนแรงในสังคมเป็นสิ่งที่สั่งสมมาจากความรุนแรงในครอบครัว ที่เกิดขึ้นในครอบครัวเพราะเราไม่มีทางออกในเรื่องเหล่านี้อย่างถูกวิธี ทุกวันนี้เรามีปัญหาในเรื่องความรุนแรงของคนในครอบครัวอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นแม่กับลูก พ่อกับลูก และสามีกับภรรยา นี่ยิ่งทะเลาะตบตีกันเยอะมาก ฉะนั้นการแก้ปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรงในสังคมไทยนี้ยังพร่องอยู่ สังคมเรายังให้ความรู้ในเรื่องเหล่านี้อยู่น้อย”
       
        เมื่อเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นในสังคมไทยแบบนี้ ทั้งยังเกิดขึ้นไม่เว้นวัน จึงกลายเป็นต้นแบบบ่งบอกถึงบุคลิกภาพที่ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง แต่ทุกวันนี้สังคมไทยมีแต่การใช้ความรุนแรงเข้าหากัน โดยเฉพาะผู้ใหญ่ จึงไม่มีต้นแบบที่ดีให้เด็กทำตาม
       
        ด้านนายแพทย์ทวีสิน วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการสำนักสุขภาพจิตสังคม และโฆษกกรมสุขภาพจิต กล่าวว่าการศึกษาพบว่าบุคคลที่ใช้ความรุนแรงทำร้ายผู้อื่นนั้น เมื่อสืบเสาะในวัยเด็กมักจะพบว่า เคยถูกกระทำรุนแรงมาก่อน ทั้งนี้เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นในครอบครัว ได้แบ่งออกเป็น 3 ปัจจัยใหญ่ด้วยกัน
       
        “1. คือมาจากการเลี้ยงดูที่อาจจะเห็นพ่อแม่ใช้ความรุนแรง ทะเลาะเพื่อแก้ปัญหา เด็กจะเรียนรู้และทำตาม 2.คือมาจากคนรอบข้าง สิ่งแวดล้อมที่โรงเรียน เพื่อนฝูง ซึ่งหากเด็กไปอยู่ในกลุ่มเพื่อนที่ใช้ความรุนแรงก็เป็นไปได้ที่จะทำให้เด็กมีพฤติกรรมตามกลุ่ม จนเกิดการใช้ความรุนแรงขึ้นมา 3.มาจากสังคม สื่ออย่างละครตบจูบ หรือสื่อที่มีความรุนแรงแฝงอยู่ซึ่งจะส่งผลสองแบบด้วยกันคือ เลียนแบบเลยในทันที กับเก็บไว้ เรียนรู้เป็นข้อมูล เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ความรุนแรงจะเป็นตัวเลือกหนึ่งที่เด็กอาจจะเลือกมาใช้แก้ไขปัญหาได้”
       
        ในส่วนของลักษณะพิเศษที่เกิดขึ้น เพราะความรุนแรงภายในครอบครัวต่างจากความรุนแรงที่เกิดภายนอก เพราะเกิดขึ้นระหว่างคนใกล้ชิดที่เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ปัญหาในครอบครัวมักจะถูกปกปิดไว้เสมอ รอยแผลที่เกิดขึ้นมักจะอยู่ในเสื้อผ้าที่ผู้คนในสังคมมองไม่เห็น และยากที่จะเก็บข้อมูลศึกษาถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ เพราะกรณีที่เป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ เป็นปัญหาที่ซ่อนตัวอยู่อย่างฝังลึก
       
        “ที่เห็นกันตามหนังสือพิมพ์เป็นเพียงแค่ยอดของภูเขาน้ำแข็ง กรณีที่เกิดขึ้นจริงในสังคมอาจจะมีเยอะมาก เพราะประเด็นพวกนี้เป็นเรื่องภายในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่กระทำต่อลูก ลูกกระทำต่อพ่อแม่ โดยปัญหาที่จะเกิดขึ้นและถูกปกปิดไว้ ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายทั้งทางร่ายกายและจิตใจ อาจทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า ซึ่งภาวะแบบนี้จะกินระยะเวลายาวนาน โดยมีตัวอย่างหลายครั้งที่พ่อแม่พาลูกมาหาหมอเพราะกระดูดหัก บอกว่าตกบันไดบ้าน อะไรบ้าง บ่อยเข้ามันก็ผิดปกติ แพทย์ก็จะวินิจฉัยได้ว่า มันเกิดอะไรขึ้นในครอบครัว และแจ้งตำรวจ”
       
       ป้องกันไว้ดีกว่าแก้
        การหาหนทางป้องกันที่ต้นเหตุ จึงดีกว่าการมานั่งแก้ไขที่ปลายเหตุ เมื่อเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้น สังคมก็ตื่นตระหนกอีกครั้ง ให้ต้องมานั่งทบทวนย้ำคิดถึงช่องโหว่ของสังคมไทย ซึ่งความรุนแรงที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ ต่างมีจุดเริ่มมาจากครอบครัวทั้งสิ้น
       
        ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กล่าวว่า ตอนนี้จึงต้องเน้นหนักในเรื่องการแก้ไขปัญหาความรุนแรงภายในครอบครัว เน้นการป้องกันไม่ให้เกิด ขณะนี้เรามีกฎหมายแก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะเรื่องผู้ถูกกระทำเรื่องความรุนแรงภายในครอบครัว เป็นกฎหมายที่แก้ปัญหาเมื่อเกิดแล้ว แต่เราต้องทำไม่ให้มันเกิดขึ้นเลย
       
        “ผมว่ามันต้องเริ่มตั้งแต่การให้การศึกษา ไม่ใช่เฉพาะการศึกษาภายในโรงเรียน ต้องเกิดจากการเรียนรู้ประสบการณ์ร่วมด้วย โดยต้องมีการถ่ายทอดร่วมกันตั้งแต่ยังไม่มีครอบครัว จะได้มีการอบรมให้ความรู้การเลี้ยงลูก การดูแลลูกอย่างถูกวิธี ควรทำให้เป็นกิจลักษณะเสียทีในสังคมไทย ด้วยการร่วมมือกันทุกภาคส่วน
       
        ตอนนี้สังคมไทยยังไม่มีการสอนวิธีการแก้ปัญหาที่มีอยู่หลากหลายวิธี จึงต้องเน้นเรื่องนี้ให้จริงจัง ต้องสร้างพ่อแม่มือใหม่ เราหวังว่าเด็กที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยให้ความรู้แก่พ่อแม่ในการเลี้ยงดูลูกอย่างถูกต้องก่อน เด็กที่เกิดขึ้นจากพ่อแม่ที่ได้รับการอบรม การเลี้ยงดูบุตร การแก้ปัญหาอย่างถูกวิธี แล้วความรุนแรงของคนในครอบครัวจะลดลงไปเรื่อยๆ ในอนาคต”
       
        เรื่องการป้องกันความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมขณะนี้ แม้ว่าจะมีหลายหน่วยงานร่วมด้วยช่วยกัน แต่ถ้าขาดการเอาใจใส่ที่จะแก้ไขอย่างจริงจังก็จะไม่เป็นผลสำเร็จ สถาบันครอบครัวและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจึงต้องยืนหยัดแข็งขัน ที่จะทำร่วมกัน โดยที่ผ่านมาไม่นานมานี้ในหลายหน่วยงานร่วมทำการอบรมในกลุ่มตัวอย่าง 30 ครอบครัว ซึ่งตอนนี้อยู่ในช่วงการติดตามผลในระยะยาว ด้วยความหวังว่าสังคมไทยจะแข็งแรงขึ้น
       
        สมชาย ได้กล่าวเสริมอีกว่า สิ่งเหล่านี้ต้องมีการปลูกฝังตั้งแต่เด็ก ในคนที่ยังไม่มีครอบครัว ไม่ใช่ว่ามีลูกแล้วค่อยมาศึกษา มันจึงไม่ทัน ต้องให้ความรู้ว่าเมื่อมีครอบครัวแล้วเขาจะพบกับอะไรบ้าง เมื่อมีปัญหาอย่างนี้ ต้องแก้ไขอย่างไร ต้องสอนให้เป็นระบบอย่างนี้ และต้องใช้ความพยายามในการทำงานร่วมกันหลายหน่วยงาน เพราะในสังคมไทยยังมีความรุนแรงค่อนข้างมาก 
       
        หากมองในมุมมองของนักจิตวิทยาที่ต่างออกไป นายแพทย์ทวีสิน กล่าวว่า ส่วนหนึ่งของปัญหาคือเรื่องของจิตวิทยาที่คนไทยยังไม่ยอมรับ หรือไม่ไปพบแพทย์มากนัก อาจเกิดจากโรคสมาธิสั้นซึ่งออกอาการได้ 3 แบบด้วยกัน ซึ่งหนึ่งในนั้น คืออาการใจร้อน หุนหันพลันแล่น
       
        “โรคนี้เป็นความผิดปกติของสมองซึ่งสามารถรักษาให้หายได้ หากรีบรักษารู้ว่าเยาวชนเป็นโรคนี้อยู่ การที่เขาจะพัฒนาต่อไปเป็นอาชญากรเด็กก็จะไม่เกิดขึ้น”
       
        “ตัวครอบครัวต้องไม่มีการใช้ความรุนแรง โรงเรียน สังคมรอบข้างต้องคอยดูแลไม่ให้ความรุนแรงเกิดขึ้น และสังคมก็ต้องร่วมด้วย คือความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัวเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก ถ้ามันเพิ่มมากขึ้นในสังคมไทย ครอบครัวซึ่งเราคิดว่าปลอดภัยที่สุด เป็นหน่วยที่เล็กที่สุด ยังไม่สามารถเป็นสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยหรือปกป้องเขาได้ มันก็เป็นเรื่องน่ากลัวที่สุด เขาไม่รู้จะไปพึ่งใคร”
        
       
        “ครอบครัว” หน่วยย่อยเล็กๆ ในสังคม ที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม ซึ่งสามารถสะท้อนคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสังคมได้ หากไม่เริ่มต้นป้องกันและแก้ไขที่ครอบครัวตั้งแต่วันนี้ ก็จะกลายเป็นจุดด่างพร้อย จนก่อเกิดเป็นต้นเหตุของความรุนแรงในสังคมต่อไปอย่างเช่นทุกวันนี้

วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สับปะรดราคาตกต่ำ !!!


   ปิดถนนประท้วงสับปะรดราคาตกต่ำ !!!
เกษตรกรปลูกสับปะรดประท้วงราคาตกต่ำ ผวจ.พิษณุโลก ให้ นายอำเภอนครไทย รับเรื่องมาเจรจาหาทางออก ส่งต่อให้รัฐบาลช่วยแก้ไขด่วน…. (คม ชัด ลึก 12 มีนาคม 2555 )
 
          ถ้าท่านอ่านหนังสือพิมพ์รายวันเป็นประจำก็คงเคยเห็นพาดหัวข่าวลักษณะแบบนี้มาบ้างใช่ไหมครับ สำหรับตัวผมเองยอมรับว่าอ่านเจอข่าวลักษณะนี้มามากจนนับไม่ถ้วนครับ เรื่องแบบนี้พวกเราในฐานะเป็นผู้บริโภคคงไม่รู้สึกเดือดร้อนใช่ไหมครับ อาจจะชอบด้วยซ้ำไปเพราะเราคิดว่าถ้าราคาสับปะรดตกต่ำเราก็จะได้ทานสับปะรดในราคาที่ถูกลง (แต่ผมยังซื้อสับปะรดรถเข็นทานในราคาเท่าเดิม) แต่หากเราเป็นเกษตรกรผู้ปลูกคงไม่มีความสุขถ้าราคาสับปะรดตกต่ำแบบนี้ คำถามที่ตามมาคือแล้วสหกรณ์ในฐานะที่เป็นองค์กรหนึ่งซึ่งเคียงคู่เกษตรกรไทยมานานจะมีบทบาทอย่างไรต่อการแก้ปัญหานี้ 
          ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำของบ้านเรานั้นจัดเป็นสิ่งที่มีมานานจนคนไทยส่วนใหญ่เคยชินแล้วว่าปัญหานี้จะต้องเกิดขึ้นทุกปี ไม่พืชตัวใดก็ตัวหนึ่ง หลายคนสงสัยว่าทำไมปัญหาราคาพืชผลตกต่ำจึงแก้ไขไม่ได้สักที ทุกๆปีจะต้องมีข่าวเกษตรกรยกขบวนกันมาปิดถนนเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือหากไม่เป็นไปตามที่เรียกร้องก็จะเทผลผลิตลงบนถนนเพื่อประจานหรือประชดปัญหานั่นเอง เรียกได้ว่าเป็นปัญหาคลาสสิคที่มีโจทย์(หรือจำเลย) มากก็ได้ครับ คนแรกคือเกษตรกร ต่อมาก็เป็นพ่อค้าคนกลาง หรือโรงงานแปรรูปสับปะรดกระป๋องหรือโรงงานแยมสับปะรด และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือผู้บริโภคอย่างเราๆท่านๆ นี่ล่ะครับ เราจะมาลองวิเคราะห์ปัญหานี้ดูว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรรวมถึงหนทางแก้ไขที่อาจเป็นไปได้ครับ
          เกษตรกรส่วนใหญ่มีแนวทางในการตัดสินใจว่าจะปลูกพืชชนิดไหน เมื่อไหร่ โดยจะดูจากราคาของพืชตัวนั้นเป็นหลักครับ เมื่อปีที่แล้วสับปะรดราคาดีเนื่องจากความต้องการในตลาดโลกยังสูงอยู่ ปีนี้เกษตรกรจึงปลูกโดยคาดหวังว่าราคาจะดีเท่ากับหรือมากกว่าปีที่แล้วและโชคไม่ดีที่เศรษฐกิจโลกปีนี้ตกต่ำโดยเฉพาะกลุ่มสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาหรือแม้แต่ญี่ปุ่นทำให้ความต้องการบริโภคหรือนำเข้าสับปะรดกระป๋องจากประเทศไทยลดลงมากและส่วนหนึ่งมาจากกระแสข่าวที่ว่าโรงงานแต่ละที่ในไทยได้มีการสำรองสับปะรดไว้เป็นจำนวนมาก จากสาเหตุนี้ทำให้คู่ค้าในต่างประเทศมีอำนาจการต่อรองเพิ่มขึ้นและชะลอการซื้อเพื่อกดราคารับซื้อลงประกอบกับโรงงานแปรรูปต่างก็มีสินค้าคงเหลืออยู่พอสมควรจึงชะลอหรือลดการรับซื้อสับปะรดสดจากเกษตรกรลงไปด้วย ปัจจุบันไทยเราเป็นประเทศที่ส่งออกสับปะรดกระป๋องเป็นอันดับ 1 ของโลก ครองส่วนแบ่งตลาดราว 50 % ของมูลค่าตลาดสับปะรดโลก ปี 2554 ไทยส่งออกสับปะรดทุกประเภทเท่ากับ 2.61 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,778 ล้านบาท หรือร้อยละ 28.42 จาก 2.03 หมื่นล้านบาท ในปี 2553 สำหรับปี 2555 นี้ การคาดการณ์ค่อนข้างยากต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและสภาพแวดอย่างใกล้ชิดเนื่องจากมีความไม่แน่นอนและผันผวนอยู่ค่อนข้างสูง
          ข้อมูลจากกระทรวงอุตสาหกรรมระบุว่า ระหว่างเดือน พ.ค. – มิ.ย. 2555 นี้ ปริมาณความต้องการผลสับปะรดสดของโรงงานแปรรูปทั่วประเทศประมาณ 70,000 ตัน แต่มีผลผลิตสับปะรดสดออกสู่ท้องตลาดถึงประมาณ 100,000 ตัน ทำให้มีผลผลิตตกค้างประมาณ 30,000 ตัน ถึงตอนนี้มองออกแล้วใช่ไหมครับว่าอะไรคือสาเหตุของปัญหาราคาสับปะรดตกต่ำ ถ้าเราคิดต่อว่าแล้วจะแก้ปัญหานี้อย่างไร คำตอบคงมีหลายทางเลือกแต่มีแนวคิดเดียวกันคือ การหาทางระบายผลผลิตออกไปตามช่องทางต่างๆ ให้เร็วและมากที่สุดเพื่อให้ผลผลิตตกค้างในมือเกษตรกรน้อยที่สุด และเป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะให้ผลผลิตออกมาอย่างสม่ำเสมอไม่มากเกินไปจนเกินกว่าความต้องการ แต่การจะทำได้นั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีข้อมูลที่จำเป็นและใช้เทคนิคการพยากรณ์ปริมาณสับปะรดล่วงหน้าเพื่อเตรียมการรับมือตั้งแต่ต้นครับ
          ถ้าเราช่างสังเกตจะเห็นว่าในแต่ละปีสภาพของปัญหาจะคล้ายๆ กัน ผลผลิตทางการเกษตรแต่ละชนิดส่วนใหญ่จะเพาะปลูกตามฤดูกาล เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตส่วนใหญ่จะออกมาพร้อมๆกันและอาจมีมากกว่าความต้องการในตลาดขณะนั้น ถ้าเราไม่สามารถหาตลาดอื่นมารองรับผลผลิตส่วนเกินนั้นได้ก็คงจะเลี่ยงปัญหาราคาตกต่ำได้ยากครับ ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรระบุว่า ในปี 2554 ที่ผ่านไปนั้น ผลผลิตสับปะรดทั้งประเทศมีจำนวน 2.67 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2553 จำนวน 7.31 หมื่นตัน หรือร้อยละ 2.82 โดยราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 5.08 บาท แสดงว่าทั้งประเทศจะมีมูลค่าสับปะรดในตลาดรวมประมาณ 2.67 ล้านตัน x 5.08 บาท เท่ากับ 1.36 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้สหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรผู้รวบรวมและรับซื้อสับปะรดทั่วประเทศได้รวบรวม (รับซื้อ) และแปรรูบสับปะรดจากเกษตรกรคิดเป็นมูลค่า 633.60 ล้านบาท หรือร้อยละ 4.65 ของมูลค่ารวมทั้งประเทศ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ยังน้อยมาก สิ่งที่เราน่าจะคิดต่อคือ ทำอย่างไรงมูลค่ารวมทั้งประเทศ ลค่าสับปะรดประมาณ 2.67 ล้านตัน่แล้ว 7.31 หมื่นตันหรือร้อยละ 2.82 าเราไม่สามารถหาตลาดอื่นที่จะมารองรับผลผลสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรจึงจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นกว่าที่เป็นอยู่เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาผลผลิตล้นตลาดและพยุงราคาสับปะรดไม่ให้ตกต่ำจนเกินไป
           ถ้าเรามีข้อมูลว่าอีก 1 ปีข้างหน้าจะมีปริมาณสับปะรดออกสู่ท้องตลาดเดือนละกี่ตัน (รู้เขา) เราจะสามารถวางแผนรับมือได้ล่วงหน้าว่าจะหาตลาดมารองรับได้อย่างไรหรือจะระบายสับปะรดไปช่องทางไหนอย่างรวดเร็ว (รู้เรา) เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ผมลองคำนวณด้วยวิธีทางสถิติที่เรียกว่า Exponential Smoothing ซึ่งผ่านการพิสูจน์เปรียบเทียบกับการพยากรณ์ด้วยวิธีอื่นแล้วพบว่ามีความแม่นยำมากที่สุด (คลาดเคลื่อนน้อยที่สุด) โดยมีความคลาดเคลื่อนเฉลี่ย 9.82 % (ถ้าพยากรณ์จำนวน 100 ก.ก. จะผิดพลาด 9.82 ก.ก.) ต่อการพยากรณ์ 1 ครั้ง (1เดือน) จึงใช้เทคนิคนี้ในการพยากรณ์ปริมาณผลผลิตสับปะรดที่จะออกสู่ท้องตลาดเป็นรายเดือนล่วงหน้า ผลการพยากรณ์ออกมาว่า ผลผลิตสับปะรดจะเริ่มออกสู่ตลาดมากขึ้นในช่วงต้นปีและมากที่สุดในช่วงเดือนมีนาคมต่อเนื่องถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งสหกรณ์สามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนธุรกิจล่วงหน้าได้ครับ
         รูปแสดงการพยากรณ์ปริมาณสับปะรดสดรายเดือนด้วยวิธี Exponential smoothing
โดยใช้ข้อมูลระหว่าง ม.ค. 2548 – ธ.ค. 2554 จำนวน 84 เดือนในการสร้างแบบจำลองพยากรณ์
 
 
              การหาช่องทางการตลาดเพิ่มเพื่อระบายผลผลิตและพยุงราคาไม่ให้ตกต่ำจำเป็นจะต้องมองให้กว้างกว่าเดิม ปัจจุบันมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐมีเพียงการใช้งบประมาณมารับซื้อผลผลิตส่วนเกินซึ่งเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าระยะสั้นเท่านั้น ในระยะยาวรัฐบาลคงไม่สามารถทำแบบนี้ได้ทุกปี เนื่องจากเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณและไม่ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนากระบวนการผลิตหรือพัฒนาตลาดใหม่ๆ ดังนั้น นอกจากตลาดภายในประเทศแล้วการแสวงหาตลาดภายนอกประเทศเป็นสิ่งที่สหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรควรให้ความสนใจและศึกษาให้มีความรู้มากพอที่จะก้าวข้ามพื้นที่ธุรกิจเดิมออกไปสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ซึ่งขอสรุปแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ดังนี้
             สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรควรเพิ่มการแสวงหาความร่วมมือกับกลุ่มธุรกิจ หรือองค์กรเป้าหมายเพื่อใช้เป็นช่องทางระบายผลผลิต เช่น สหกรณ์เครือข่ายต่างพื้นที่ ต่างภูมิภาค หรือต่างประเทศ โดยในระยะแรกรัฐบาลต้องยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือโดยการจัดกิจกรรมแสดงสินค้าในพื้นที่หรือประเทศกลุ่มเป้าหมาย เพื่อส่งเสริม ประชาสัมพันธ์สินค้าให้เป็นที่รู้จักตลอดจนสร้างความร่วมมือเป็นคู่ค้าระหว่างสหกรณ์ด้วยกันหรือกับองค์กรธุรกิจอื่นในอนาคต เมื่อสหกรณ์ทราบปริมาณผลผลิตและความต้องการล่วงหน้าของแต่ละตลาดจะทำให้รับซื้อและระบายผลผลิตส่วนเกินได้อย่างทันท่วงที หรือแม้แต่การแปรรูปผลผลิตนั้นเป็นสินค้าที่เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและมีตลาดรองรับที่แน่นอน เช่น สหกรณ์ของไทยอาจตกลงทางการค้ากับสหกรณ์ในประเทศจีน พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม เพื่อรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรไทยในราคาหรือเงื่อนไขที่ยอมรับได้ทั้งสองฝ่ายซึ่งจะทำให้มีตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอนจนเกิดความมั่นคงในอาชีพและช่วยลดปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำต่อไป
              บทสรุป กระบวนการแก้ปัญหานี้ยังไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นสูตรสำเร็จหากเป็นตัวอย่างหนึ่งซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวคิดในการบูรณาการความรู้สาขาต่างๆ เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น หลักการสหกรณ์ สถิติ เศรษฐศาสตร์ การตลาด และการเจรจาทางการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหกรณ์ซึ่งปัจจุบันนับว่ามีศักยภาพเพียงพอในระดับหนึ่งที่จะรองรับหรือสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเดียวกันคือการแก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำและนำไปสู่การสร้างความมั่นคงให้กับอาชีพเกษตรกรรมของคนไทยในอนาคตต่อไป
 
               แหล่งข้อมูล :
                      กลุ่มวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจสหกรณ์ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์
                      สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
                      สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม
                      หนังสือพิมพ์รายวัน คม ชัด ลึก ฉบับ วันที่ 12 มีนาคม 2555

สถิติส่งออก-นำเข้า สินค้าที่สำคัญของไทย

สถิติส่งออก-นำเข้า สินค้าที่สำคัญของไทย 
สถิติส่งออก-นำเข้า สินค้าที่สำคัญของไทย 
อัปเดท ( 18 กันยายน 2552 ) , เข้าชมแล้ว (221,241) , ความคิดเห็น (109) , สั่งพิมพ์ให้คุณพ่อคุณแม่ หรือคนที่บ้านอ่าน 
 สถิตินำเข้า - ส่งออก

มูลค่าส่งออกและนำเข้าสินค้าเกษตรกรรมทั้งหมดเป็นรายเดือน
มูลค่าส่งออกและนำเข้าสินค้าทั้งหมดเป็นรายเดือน
ปริมาณและมูลค่าสินค้าขาออกเกษตรกรรม
ปริมาณและมูลค่าสินค้าขาเข้าเกษตรกรรม

Export : ปริมาณและมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตร รายเดือน
พืชไร่
พืชผัก
1. กระเทียมสด
2. หอมแดง
3. หอมหัวใหญ่
4. ข้าวโพดฝักอ่อนบรรจุภาชนะอัดลม
5. หน่อไม้บรรจุภาชนะอัดลม
6. ขิงแห้ง,ขิงสด
 ลดข้าวดีดได้มากกว่า 70% 
ชุดย่อยสลายตอซังฟางข้าว ตรานกอินทรีคู่ ขจัดปัญหาข้าวดีด ข้าวเด้ง ข้าววัชพืช คลิกที่นี่

ปุ๋ยตรานกอินทรีคู่
จากฟาร์มเกษตร ผลิตภัณฑ์ออแกนิกส์ ปลอดสารพิษ ส่งออกไปยังประเทศจีน ลาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์ กาน่า ด้วยเทคโนโลยีการผลิต และความร่วมมือจากนักลงทุนประเทศ ออสเตเลีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และประเทศไทย โดยคนไทยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และยังมี สสว. องค์กรของภาครัฐร่วมลงทุนอยู่ด้วยประมาณ 15% จึงมันใจได้ว่า ปุ๋ยตรานกอินทรีคู่ มีคุณภาพสูง และเป็นที่ยอมรับในองค์กรชั้นนำ
สนใจติดต่อ คุณปิยะมาศ 089-4599003
หรือ ดูรายการสินค้าและราคาคลิกที่นี่
ไม้ผลและไม้ยืนต้น
ปศุสัตว์และประมง
1. สุกรมีชีวิต
2. ไข่ไก่
3. ปลาสดแช่เย็น แช่แข็ง
4. ปลาหมึกสดแช่เย็น แช่แข็ง
5. ปลาป่น
6. ปลาทูน่าปรุงแต่งทำไว้มิให้เสีย
7. ไก่ชนิดแกลลัสโดเมสติกัส
8. เนื้อไก่ชนิดแกลลัสโดเมสติกัสแช่เย็นแช่แข็ง
9. เนื้อไก่หรือเลือดไก่ชนิดแกลลัสโดเมสติกัสปรุงแต่งทำไว้มิให้เสีย
10. กุ้งสดแช่เย็น แช่แข็ง
11. กุ้งปรุงแต่ง
12. กุ้งกุลาดำสด แช่เย็นแช่แข็ง
13. กุ้งกุลาดำปรุงดำ
14. กุ้งขาวสดแช่เย็นแช่แข็ง15. กุ้งขาวปรุงแต่ง
16. นมและครีม
 Import : ปริมาณและมูลค่าการนำเข้าสินค้าเกษตร รายเดือน
พืชไร่
พืชผัก
ไม้ผลและไม้ยืนต้น
1.ข้าว
2.ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
3.ถั่วเหลือง
4.กากถั่วเหลือง
5.ถั่วลิสง
6.ปอรวม
7.ฝ้ายดิบและปุยฝ้าย
8.เมล็ดทานตะวัน
9.
น้ำมันเมล็ดทานตะวัน
10.น้ำมันละหุ่ง
11.เมล็ดพันธุ์ผัก
12.เมล็ดอัลมอนต์และลูกนัตอื่นๆ
13.ผลิตภัณฑ์ยาสูบ
14.น้ำตาลและน้ำเชื่อม
1.กระเทียมสด
2.หอมหัวใหญ่
3.หอมแดง
4.พริกแห้ง
1.แอปเปิิ้้ลสด
2.องุ่นสด
3.น้ำมันปาล์ม
4.กาแฟสำเร็จรูป
5.พริกไทย
6.เยื่อกระดาษ
7.อาหารอื่นๆ ผสมโกโก้

ปศุสัตว์และประมง
ป่าไม้
ปัจจัยการผลิต
1.ไม้สัก
2.ไม้ยาง
1.ปุ๋ย
2.ยาปราบศัตรูพืช

 

ข้อมูลจาก
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
Office of Agricultural Economics